3
วันรุ่งขึ้นผมมองดูจักรยานของผมในห้องใต้บันได จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพี่ชาย รู้สึกน่าสนุก ผมและพี่ชายยังพากันใส่แว่นกันแดดไปยืนโบกมืออยู่หน้ากล้อง ผมรู้สึกพอใจมาก ภาพบนหน้าจอ พี่ชายและผมเหมือนกับพวกมาเฟียนักฆ่า ในภาพยนตร์ไม่มีผิด

เมื่อมีกล้องลับ ชีวิตของผมเหมือนกับมีความหวังใหม่ ทุกครั้งที่เดินผ่านห้องใต้บันได ผมต้องวิ่งไปตรวจสอบจักรยานของผม ความรู้สึกนั้นเหมือนกับการตกปลา ผมอยากให้คนร้ายรีบมาติดกับโดยเร็ววัน ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนเบาะจักรยานจะใช้เงินค่าขนมของผมไปไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นว่าจักรยานของผมยังสุขสบายดี ลึกๆ ในใจของผมกลับรู้สึกเสียดายเหมือนปลายังไม่ยอมกินเบ็ดเสียที

ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ผมก็ยังพบเรื่องสนุกๆ จากหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ดี

ยกตัวอย่างเช่น ชั้นเจ็ดจะมีคุณน้าผู้หญิงอ้วนๆ คนหนึ่ง ไม่ทราบเพราะต้องการลดความอ้วนหรือด้วยเหตุใด หล่อนจะเดินขึ้นบันไดเสมอ และทุกครั้งเจ้าหล่อนจะเดินไปกินของว่างไป ตะกร้าหน้าจักรยานของผมมักจะมีถุงขนม หรือห่อของมาจุกเอาไว้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่เสมอ ปรากฏว่าเป็นฝีมือของเจ้าหล่อนนั่นเอง ทุกครั้งที่ผมเก็บทิ้ง ผมก็จะตั้งใจสาปแช่งหล่อนสามจบ ขอให้หล่อนลดความอ้วนไม่สำเร็จ

อีกครั้งหนึ่งคือพนักงานส่งของของ EMS ด้วยความรีบด่วน มักจะเดินขึ้นมาทางบันได เมื่อวานตอนที่พวกเราเปิดประตูรับของ ถึงแม้จะดูสุภาพมีมารยาท แต่เมื่อดูที่กล้องวงจรปิด เมื่อเขากดกริ่งแล้วคุณแม่บอกให้คอยสักครู่ เขาก็ทำหน้าลิงหน้ายักษ์ใส่ประตูบ้านเราอย่างเบื่อหน่าย

ที่ตลกที่สุดเห็นจะเป็นแมวบนชั้นหก ทุกครั้งเมื่อเจ้าของจะลงลิฟต์เพื่อไปข้างนอก มันก็จะกระโจนพรวดลงทางบันไดทันที คุณน้าบนชั้นหกบอกผมว่า แมวของเธอเป็น “โรคกลัวลิฟต์” แต่เสียดายที่สัตวแพทย์ไม่มีใครยอมเชื่อ เธอใช้เวลายี่สิบนาที ถกกับผมว่า “ทำไมสัตวแพทย์จึงไม่มีแผนกจิตเวช” ซึ่งเธอคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในโลก...

เนื่องจากหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ของพี่ชายผมมีจำกัด ทุกๆ วันพวกเราต้องคอยลบข้อมูลเก่าของเมื่อวานทิ้ง จนกระทั่งวันที่สาม คนร้ายก็ยังไม่ปรากฏตัว ผมเริ่มร้อนใจแล้ว เพื่อเป็นการยุแหย่คนร้าย ผมถึงกับทำโปสเตอร์ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง “มาสิ ฉันไม่กลัวแกหรอก” วางไว้ในตะกร้าหน้าจักรยาน

วันที่สี่ ยังไม่เห็นวี่แววคนร้าย

คืนวันที่สี่ ผมเทขยะกลับมา เหมือนกับทุกวัน ผมต้องเหล่มองไปทางจักรยานในห้องใต้บันไดแวบหนึ่ง เอาละสิ โปสเตอร์ใบนั้นกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือ

เบาะนั่งถูกกรีดเละเทะแล้ว !

ผมต้องใช้มืออุดปากเอาไว้ จึงจะห้ามตัวเองไม่ให้กรีดร้องได้ ผมแทบจะวิ่งเข้าไปในห้องของพี่ชาย

“มาแล้ว” ผมพยายามกดเสียงให้ต่ำที่สุด ชี้ไปที่นอกประตู แล้วก็ใช้มือทำท่าเป็นมีด เฉือนๆๆ กรีดๆๆ บอกว่า

“คนร้ายมาจริงๆ แล้ว”

พี่ชายผมเข้าใจทันที หันกลับไป เปิดจอคอมพิวเตอร์ เรียกข้อมูลช่วงระหว่างเวลาหกโมงครึ่งถึงสามทุ่มออกมา แล้วก็กดเพลย์อย่างรวดเร็ว

ฉับพลันนั้นเอง หัวใจของผมเต้นโครมๆๆๆ

เป็นไปตามคาด ประมาณหนึ่งทุ่มยี่สิบสามนาที มีคนถือมีดคัตเตอร์ หันหลังให้กล้อง เดินเข้ามาในจอภาพ แล้วก็หยิบโปสเตอร์ขึ้นมา กรีดๆๆๆ...

“บิงโก” พี่ชายผมตะโกนเสียงดัง “นายน่าจะไปบอกป๊ากับม้าให้มาดูสักหน่อย...”

ขณะที่คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวของผมมาถึงในห้อง พี่ชายผมก็กรอภาพกลับไป และเลือกเฉพาะฉากสำคัญนั้น เปิดให้ทุกคนดู คุณพ่อใช้ศอกกระทุ้งคุณแม่แล้วพูดว่า

“คุณน่าจะเชิญคุณชิวและคุณนายชิวบ้านข้างๆ มาดูด้วยนะ”

เมื่อคุณลุงชิวและคุณป้าชิวเข้ามาในห้องพี่ชาย ฉากสำคัญดังกล่าวได้ถูกฉายซ้ำนับสิบรอบแล้ว เมื่อฉายรอบที่สิบเอ็ด เหตุการณ์ก็ยังเป็นเช่นเดิม คือคนร้ายมือถือมีดคัตเตอร์ เดินเข้ามาในฉาก เริ่มจากกรีดโปสเตอร์จนหนำใจ แล้วก็หันไปกรีดเบาะจักรยาน คนร้ายหันหลังให้กล้องตลอดเวลา มองไม่เห็นว่าเป็นใคร จนกระทั่งเขาได้ก่อเหตุร้ายทั้งหมดเสร็จสิ้น จึงหันหน้ากลับมา เผยอรอยยิ้มอันน่ากลัว

พี่ชายกดหยุดภาพ ล๊อกหน้าจอเอาไว้ตรงวินาทีสำคัญ

“เสี่ยวเม่ย?” คุณน้าชิวทิ้งตัวตึง นั่งลงบนเตียงของพี่ชาย สีหน้าเหมือนไม่ยอมเชื่อ กล่าวขึ้นลอยๆ ว่า “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

4

วันรุ่งขึ้น ขณะที่ผมกำลังทานขนมปังกรอบอยู่ในห้องอาหาร ดื่มชารอบบ่ายอย่างสบายอารมณ์ คุณแม่ก็กระซิบให้ผมเข้าไปพบในครัว ท่านคุยกับผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ลูกรู้ไหมว่าทำไมหนูชิวเสี่ยวเม่ยถึงได้กรีดเบาะจักรยานของลูก”

“ทำไมล่ะ”

“เสี่ยวเม่ยบอกว่าลูกนะ ดูหยิ่งยะโส”

“ผมนะเหรอ” ผมพูดเหมือนผู้เป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย “ผมไม่เคยทำอะไรเขาสักหน่อย”

“ก็เพราะลูกไม่เคยสนใจเขานะสิ...” คุณแม่หยุดพูดครู่หนึ่ง บอกว่า “ลูกฟังนี่ดูดีกว่า”

นั่นเป็นเครื่องบันทึกเสียงแบบ mp3 ตัวเล็กๆ คุณแม่กดเพลย์ เป็นเสียงของคุณแม่เสี่ยวเม่ยและเสี่ยวเม่ย

 

-- เสี่ยวเม่ย เมื่อคืนตอนประมาณทุ่มครึ่ง หนูทำอะไรอยู่จ๊ะ

-- ทุ่มครึ่ง? เปล่านี่ค่ะ

-- หนูแน่ใจหรือ ว่าไม่ได้ทำอะไร  หนูกล้าสาบานต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าไหมจ๊ะ 
เงียบ มีแต่เสียงซ่า ซ่า คุณแม่ชิวพูดต่อ

-- ถ้าหนูไม่ได้ทำอะไร เบาะจักรยานของเสี่ยวพันข้างบ้าน จะถูกกรีดได้อย่างไรล่ะ

เงียบ เสียงซ่า ซ่า อีกครู่หนึ่ง หลังจากนั้นคุณแม่ชิวก็พูดว่า

-- วันนี้ตอนสวดมนต์ พระผู้เป็นเจ้าบอกกับแม่หมดแล้ว

-- พระผู้เป็นเจ้า? เสี่ยวเม่ยถาม

-- พระผู้เป็นเจ้าบอกแม่หมดแล้วจริงๆ หรือ

-- ถ้าไม่อย่างนั้น แม่จะรู้ได้อย่างไร

-- ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า โกรธหรือเปล่าค่ะ

-- เปล่า พระผู้เป็นเจ้าไม่โกรธ พระองค์อยากให้แม่ถามว่า ทำไมลูกถึงทำอย่างนั้น

 

ต่อมา เป็นเสียงสะอึกสะอื้นของเสี่ยวเม่ย

 

-- หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ก็เห็นท่าทีทำเป็นเก่งของเสี่ยวพัน หนูก็โมโหขึ้นมาเฉยๆ

-- ไม่นี่นา แม่จำได้ว่าเสี่ยวพันเป็นเด็กน่ารัก มีสัมมาคารวะ เจอพ่อกับเจอแม่ทีไร ก็รู้จักยกมือไหว้สวัสดีทุกครั้ง

-- ก็เขาเสแสร้งเก่งนี่นา ไม่อย่างนั้นทำไมไม่เห็นจะเคยทักทายหนูสักคำละ พ่อกับแม่ก็เอาแต่ชมว่าเขาเป็นเด็กดี มีมารยาท วันนั้นตอนอยู่ในลิฟต์ ยังคุยโม้ว่าจักรยานเขาเป็นรางวัลที่ได้จากประกวดเรียงความ เขานะ เป็นพวกหลงตัวเอง แต่พ่อนะ ยังเอาแต่ชมเขา ยังบอกให้หนูต้องเอาอย่างเขา เหมือนหนูจะโง่มากอย่างนั้นแหละ...

 

“โหย เวอร์ไปหรือเปล่าแม่” พอฟังถึงตรงนี้ผมก็ประท้วง “แค่นี้ถึงกับกรีดจักรยานของผมเชียว?”

คุณแม่หยุดเครื่องเล่นเอาไว้ชั่วคราว พูดว่า

“แต่เสี่ยวเม่ยบอกว่า ลูกไม่เคยทักทายเธอเลย?”

“โธ่ ขอร้องละ เขาก็ไม่เคยทักทายผมเหมือนกันนี่นา”

“ถึงอย่างนั้นลูกก็ไม่เห็นจะต้องไปอวดตัวเองต่อหน้าเขา ว่าตัวเองเขียนเรียงความเก่งกาจขนาดไหนนี่นา”

“ก็คุณลุงชิวเขาถามผมนี่นา ผมก็แค่ตอบตามความจริง”

 “เสี่ยวพัน ทำไมลูกพูดอย่างนี้นะ  มิน่าล่ะเสี่ยวเม่ยถึงได้หาว่าลูกอวดเก่ง คิดว่าตัวเองถูกตลอด เฮ้อ เขาเป็นเด็กผู้หญิง ลูกเป็นเด็กผู้ชายนี่นา...”

“ผู้ชายผู้หญิงอะไรที่ไหนอีกละแม่ ผมเป็นผู้เสียหายสิไม่ว่า ผู้เสียหายยังต้องแบ่งว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงอีกหรือ  มีที่ไหนคนร้ายชิงร้องไห้ก่อน” ผมแทบจะอกแตกตาย พูดต่อว่า “แค่ร้องไห้ผมก็ร้องเป็น นี่ไง ฮือๆๆ... จักรยานของผม... ฮือๆ...”

“เฮ้อ เจ้าลูกคนนี้” คุณแม่พูด “ทำไมไม่ฟังเหตุผลกันเลยนะ”

ตอนนี้ใครกันแน่ที่ไม่ฟังเหตุผล

ผมยังคงแสดงการร้องห่มร้องไห้ต่อไป ประมาณหนึ่งนาทีกว่ากระมัง ไม่มีใครสนใจผมเลย ผมเองก็รู้สึกไม่สนุก

“ก็ได้” ผมหยุดแสดง “จักรยานกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ถึงยังไงก็ควรจะมีคนขอโทษจริงไหม”

“เมื่อกี้นี้คุณป้ามาขอโทษแล้วละ” คุณแม่หยิบแบงค์พันให้ผมใบหนึ่ง “นี่เป็นค่าเสียหาย เขาฝากแม่มาขอโทษลูกด้วย”

จู่ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ ถามว่า “เสียงนี่ไปอัดมาจากไหน”

“ลูกยังรู้จักใช้กล้องลับ คุณป้าเขาก็แอบอัดบ้างสิ คุณป้าเขาบอกว่าลูกนะเป็นเด็กฉลาด ฟังแล้วคงเข้าใจว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”

“แล้วชิวเสี่ยวเม่ยล่ะ หรือว่าตัวเองกรีดจักรยานคนอื่น แล้วก็จบไปเฉยๆ อย่างนั้น?”

คุณแม่จ้องผมครู่หนึ่ง บอกว่า “แล้วลูกจะทำอะไรล่ะ หรือจะเอาคัตเตอร์ไปกรีดประตูบ้านเขาบ้าง?” คุณแม่เปิด

เครื่องเล่นเสียงต่อไป “ลูกฟังต่อดีกว่า”

เสียงคุณป้าชิวพูดขึ้นต่อ

 

-- เสี่ยวเม่ย แม่จะบอกให้ เสี่ยวพันนะเป็นเด็กดี แม่เชื่อว่าเขาก็แค่ขี้อายเท่านั้น จึงไม่กล้าทักทายหนูก่อน จริงๆแล้วเขาก็รู้สึกดีกับหนูออก ลูกนะเข้าใจเขาผิดแล้วหละ

-- แม่รู้ได้ไง

-- พรุ่งนี้เป็นวันเกิดหนู พระผู้เป็นเจ้าบอกแม่ว่า พระองค์เห็นเสี่ยวพันซื้อของขวัญวันเกิดให้หนู บอกกับหนูว่าสุขสันต์วันเกิด ถึงเวลานั้นหนูก็จะรู้ว่าหนูเข้าใจเสี่ยวพันผิดไป หนูจะได้ฉวยโอกาสยอมรับผิด แล้วกล่าวขอโทษเขา

-- นายนั่นนะ ไม่มีทางให้ของขวัญวันเกิดหนูหรอก

-- ลูกไม่เชื่อพระผู้เป็นเจ้าหรือ

เงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดเสี่ยวเม่ยก็พูดว่า

-- ก็ได้ค่ะ ถ้าหากเขาให้ของขวัญวันเกิดหนูจริงๆ หนูก็จะยอมรับผิด แล้วขอโทษเขา”

 

การบันทึกเสียงลึกลับก็จบลงเพียงเท่านี้ คุณแม่มองผม

“พระผู้เป็นเจ้าคงตาลายแล้วหละ” ผมแสดงความคิดเห็น “พรุ่งนี้จะไม่มีเด็กคนไหนให้ของขวัญวันเกิดเสี่ยวเม่ยหรอก”

“หรือลูกคิดว่าข้อเสนอของคุณป้าเขาไม่ดีพอ”

“นี่มันข้อเสนอประสาอะไรกัน  จักรยานของผมถูกทำร้าย ยังจะให้ผมเอาของขวัญวันเกิดไปให้เป็นการขอโทษ”

“ไม่ใช่ขอโทษ ก็แค่กระชับมิตรเท่านั้นเอง เพื่อนบ้านกันนี่นา เสี่ยวพัน พระผู้เป็นเจ้าเคยบอกไม่ใช่หรือว่า หากใครตบหน้าข้างซ้ายของเจ้า จงเสนอหน้าข้างขวาให้เขาตบด้วย”

ผมมองคุณแม่ด้วยสายตาที่ไม่น่าเชื่อ

“เอาน่า” คุณแม่เริ่มออกลูกดื้อ “พระผู้เป็นเจ้าก็อุตส่าห์บอกไปแล้ว ว่าพรุ่งนี้ลูกจะให้ของขวัญวันเกิดเสี่ยวเม่ย”

“พระผู้เป็นเจ้าที่ไหนกันแม่ โธ่ นั่นมันเครื่องเล่น mp3…”

“เอาน่า อย่าให้คุณป้าชิวกับพระผู้เป็นเจ้าขายหน้าน่า อีกอย่าง ลูกให้ของขวัญวันเกิดเพื่อน เสี่ยวเม่ยก็จะยอมรับผิดขอโทษลูก ลูกไม่ได้เสียเปรียบสักหน่อย”

ผมเบ้ปาก “เสี่ยวเม่ยนะเหรอ จะขอโทษ”

“พระผู้เป็นเจ้าก็บอกแล้วไง ว่าเขาจะขอโทษ”

“เสี่ยวเม่ยนะ ขอโทษไม่เป็นหรอกแม่” ผมพูด

“แม่เอาศักดิ์ศรีของแม่ และศักดิ์ศรีของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเดิมพัน รับประกันให้ลูกได้เลย” คุณแม่พูดอย่างมั่นใจ

“ถ้าลูกแสดงความเป็นมิตรก่อน เสี่ยวเม่ยจะต้องขอโทษลูกอย่างแน่นอน”

ศักดิ์ศรีของพระผู้เป็นเจ้า? เหอ เหอ เหอ ผมยอมแพ้คุณแม่ของผมจริงๆ

“แม่รู้อยู่แล้ว ว่าลูกชายแม่เป็นเด็กดีที่สุด” คุณแม่จับมือผมเขย่าอย่างไม่ลดละ “ดูซิดู แม้แต่คุณลุงชิวและคุณป้าชิวยังชมว่าลูกเป็นเด็กดี มีมารยาท อย่าให้ทุกคนต้องผิดหวังสิ...”

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

Comment

Comment:

Tweet

เพระว่าผมรักพระเจ้ามากครับ

พระเจ้าคือทุกสิ่งของผม ผมรักพระองค์

และพระองค์ก็รักเราเช่นกัน ผมเชื่อแบบนั้น

เพราะพระองค์ตายแผ่ไถ่บาปแก่เรา

เพราะเหตุนี้ผมจึงรักพระองค์ ไม่ผิดเลยที่ผมมีพระองค์ครับ

#3 By การุณ (119.46.123.252) on 2010-01-11 23:24

ชอบจังเลย

ตอนต่อไปๆ

#2 By blue (118.173.250.136) on 2009-03-27 00:19

แก้ปัญหาได้น่ารักมากค่ะ คนเราถ้า่ยอมทิ้งทิฐิกันได้เนี่ยน๊า..อะไรคงดีขึ้นเยอะconfused smile sad smile

#1 By (^_^)/nana on 2008-09-05 00:51