5

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ณ เวลานี้ ทั่วทั้งโลกไม่มีใครเคราะห์ร้ายที่ไหน ที่ต้องการความกล้าสำหรับ “ฝืนยิ้ม” ยิ่งกว่าผมอีกแล้ว พอประตูเปิดออก คุณป้าชิวท่านเห็นผมถือกล่องของขวัญที่ผูกโบว์สวยงามอยู่ในมือ ก็ยิ้มระรื่นอย่างโอเวอร์


“ไอ้หยา เสี่ยวพัน” ท่านหันตัวกลับไปส่งเสียงบอกคนข้างในอย่างตื่นเต้น “ป๊าจ๋า ลูกเสี่ยวเม่ย เร็วเข้า เสี่ยวพันมาแล้ว” เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เป็นไปตามที่พระผู้เป็นเจ้าบอกกับเธออย่างไม่ผิดเพี้ยน

ไม่นาน คุณลุงชิวก็มา เสี่ยวเม่ยก็มา เธอยืนแอบอยู่หลังพ่อ จ้องผมด้วยสายตาเย็นชืดเหมือนปลาตาย

“เสี่ยวพันหรอกหรือ” คุณลุงชิวทำเป็นถาม “มีธุระอะไรหรือ”

ผมยื่นกล่องของขวัญ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นาน ในที่สุดก็พูดว่า “ผมมา... เอิ่ม... เอาของขวัญมาให้ครับ”

คุณป้าชิวจี้ถามต่อไปอย่างกระตือรือล้น “เอาของขวัญมาให้ทำไมจ๊ะ” เฮ้อ รู้แล้วยังทำเป็นถาม

“ขอให้เสี่ยวเม่ย” ผมพูดอย่างไม่เต็มใจ “สุขสันต์วันเกิด”

“โอ้โห น่ารักจริงๆ เลย” คุณป้าชิวพูด

เสี่ยวเม่ยยังแอบอยู่หลังพ่อ จ้องมองผมด้วยสายตาที่ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ มองผมจากหัวจดปลายเท้า จากปลายเท้ากลับขึ้นไปบนหัว

“เสี่ยวเม่ย” คุณพ่อของเธอดันตัวเธอขึ้นมาข้างหน้า “รีบรับไว้สิลูก”

ของขวัญของเสี่ยวพันสวยจริงๆ เสี่ยวพันมีน้ำใจจริงๆ... ขณะที่ทุกคนมัวแต่ชื่นชมกันอยู่นั่นเอง มือของผมก็ยื่นกล่องของขวัญค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ คุณแม่เดินมาแล้ว ท่านก็เข้าร่วมวงไพบูลย์อีกคน

“วันนั้นน้ายังได้ยินเสี่ยวพันชมเสี่ยวเม่ย ว่าเสี่ยวเม่ยเล่นเปียโนเก่งมาก”

หา? เล่นเปียโนเก่งมาก?

“เสี่ยวพัน ใช่ไหมลูก” คุณแม่กระพริบตาใส่ผมถี่ยิบ

เสี่ยวเม่ยมองผมอย่างสงสัย ทุกคนจ้องมาที่ผมคนเดียว

ผมต้องพยักหน้าอย่างกล้ำกลืน

คุณลุงชิวเร่งเสี่ยวเม่ยว่า “รีบรับของขวัญสิลูก”

คุณป้าชิวก็ช่วยเร่งอีกคนว่า “หนูอยากให้มีคนให้ของขวัญวันเกิดเยอะๆ ไม่ใช่หรือจ๊ะ”

ในที่สุด เสี่ยวเม่ยก็ยื่นมือออกมา ทำอย่างกับเป็นผู้มีพระคุณอย่างสูง ที่ยอมรับของขวัญจากผม อย่างไรอย่างนั้น
ผมคิดในใจ เอาละ ของขวัญที่ควรให้ก็ให้แล้ว อะไรที่ควรจะชมก็ชมแล้ว ทีนี้ควรถึงตาเสี่ยวเม่ยขอโทษผมแล้วสินะ

“เสี่ยวเม่ย” คุณป้าชิวพูด “รับของขวัญคนอื่น อย่าลืมขอบคุณสิจ๊ะ”

เสี่ยวเม่ยก็ยังได้แต่เหล่มองผม ผมรู้สึกไม่เป็นสับปะรดเอาเสียเลย

“เสี่ยวเม่ย” คุณลุงชิวก็พูด “เสี่ยวพันดีกับหนูขนาดนี้ หนูต้องขอบคุณเขาสิจ๊ะ”

เสี่ยวเม่ยก็ยังไม่พูดไม่จา อะไรกันนี่  ถ้าหากแค่คำขอบคุณยังไม่ยอมพูด แล้วจะไปคาดหวังอะไรกับคำขอโทษ

“เร็วเข้าสิ  เสี่ยวเม่ย”

ผมรู้สึกแย่มากๆ รู้สึกตัวเองโง่แล้วยังไม่พอ ยังยืนเป็นตัวตลกอยู่อีก ผมยิ่งคิดยิ่งคับแค้น แต่ผมยังพยายาม

ควบคุมตัวเอง พูดอย่างสุภาพและมีสติว่า

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมารับคำขอบคุณ”

ว่าแล้วก็วิ่งเตลิดกลับเข้าบ้าน คุณแม่ก็ไล่ตามหลังมา

พอเข้าบ้าน ผมก็ระเบิดทันที พูดด้วยเสียงอันดังว่า

“ไหนแม่ว่าเขาจะขอโทษผมไงละ ไหนว่าจะยอมรับผิดไงล่ะ”

“เอาน่า อย่าโมโหสิ เสี่ยวเม่ยยังไม่รู้อะไร เสี่ยวพันคนเก่ง นะจ๊ะ”

“ยังไม่รู้อะไรก็เลยรังแกใครก็ได้หรือ  ผมจะไม่เป็นเด็กดีอีกแล้ว ยิ่งเป็นเด็กดี ก็ยิ่งสมควรต้องซวย” ผมยิ่งพูดก็ยิ่งเสียงดัง “แม่ยังบอกว่าเอาศักดิ์ศรีของพระผู้เป็นเจ้า กับศักดิ์ศรีของแม่...”

ผมทุบกำแพง เตะประตูอย่างไม่พอใจ ก่อนที่ผมแทบจะพลิกบ้านทั้งหลังนั่นเอง ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

คุณแม่เปิดประตู เสี่ยวเม่ยยืนอยู่หน้าประตู พูดว่า

“หนูอยากพบเสี่ยวพันค่ะ”

6

เสี่ยวเม่ยถามว่า “นายรู้ได้ยังไง ว่าวันนี้วันเกิดเรา”

ผมตอบอย่างฉุนๆ ว่า “พระผู้เป็นเจ้าบอก”

“จริงหรือ” เธอทำหน้าจริงจัง

ผมพยักหน้า มิเช่นนั้น ผมจะพูดอะไรได้อีกเล่า

แต่ผมคิดไม่ถึง คำๆ นั้นประดุจดั่งมีมนต์ขลัง และแสดงฤทธิ์ออกมาทันควัน

อวัยวะบนใบหน้าของเสี่ยวเม่ย ทั้งตา จมูก ปาก ล้วนกระจุกไปอยู่รวมกัน สีหน้าก็แดงขึ้นๆ บวมขึ้นๆ ในที่สุดก็สุดจะอั้นไว้ได้ ระเบิดตูมทันที

“ฮือ.... ฮือ” น้ำตาไหลลงมาเปียกปอนใบหน้าของเสี่ยวเม่ยอย่างรวดเร็ว เธอพูดสะอึกสะอื้นว่า “ขอโทษ เราผิดไปแล้ว เราไม่รู้ว่านายเป็นคนดีขนาดนี้ เรายังกรีดเบาะจักรยานของนายด้วย เราเป็นคนบาป ฮือ...”

 

จบตอน "พระเจ้ามีอยู่ทุกหนแห่ง"

 

 

คราวหน้าจะเลือกบางตอนจาก "เพราะทำ จึงสำเร็จ" มาลงนะครับ

 

ปล.

เมื่อวานไปซื้อหนังสือในสยามพารากอน
เจอคุณพี่คนหนึ่งกำลังนั่งอ่าน "เพราะรักนะ..." อยู่
เรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็ส่วนหนึ่ง แต่หลังจากเดินป้วนเปี้ยนสักพักก็เข้าไปทัก
คุณพี่เขาก็ตกใจ เหอะๆ (คนไทยห่างเหินกับเรื่องถูกคนแปลกหน้าทักนานแล้วสินะ)
แต่หลังจากแนะนำตัวว่าเป็นคนแปล (บังเอิญเล่มนี้ ท้ายเล่มลงรูปคนแปลด้วย)
จึงได้คุยกันต่อ

ดีใจที่เขาชอบ ถามว่าชอบตอนไหนที่สุด
คุณพี่เขาบอกว่าชอบ "คุณแม่เกลียดคนพูดจาอ้อมค้อมที่สุด" กับ "พ่อแม่ของผมคนดีที่หนึ่งเลย"

จริงสิ เอางี้
ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเอามาบอกว่าชอบตอนไหนที่สุดเพราะอะไร
ทิ้งวิธีการติดต่อเอาไว้ หากถูกใจผู้แปล จะมีของรางวัลให้เน่อ

Comment

Comment:

Tweet


ชอบมากค่ะ

เดี๋ยวจะไปหาซื้อมาอ่าน ^^

#4 By blue (118.173.250.136) on 2009-03-27 00:25

นึกถึงเสียงพี่เบียร์เวลาพูดเลย 555

#3 By Lun (68.181.222.112) on 2008-09-09 14:40

มีหนังสือน่าอ่านอีกแล้ว^^

เมื่อวันก่อนเพิ่งซื้อวานวานเล่มเหลืองๆ>>
ฮามากๆ >[]<

#2 By Choudate on 2008-09-07 13:20

จะลองไปหาอ่านดูครับbig smile

#1 By ♥ ช้างต้น on 2008-09-06 09:01