说到气功这件事... 

พูดถึงชี่กง ผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ แต่ผมเชื่อมั่นว่าเพื่อนของผมคนหนึ่ง เขาเป็นหมอแผนกโรคประสาทที่น่าสนใจคนหนึ่ง เขาไม่มีวันพูดปดกับผม  และเรื่องมหัศจรรย์ต่อไปนี้ เขาเป็นคนเล่าให้ผมฟัง

 

      จะว่าไปแล้ว มันคงเป็นบุญวาสนาอย่างหนึ่ง ผมได้ยินเรื่องราวแสนวิเศษของปรมาจารย์ชี่กงท่านนี้จากปากของคนไข้ บังเอิญตัวผมเองก็นึกสนใจเรื่องชี่กงอยู่เหมือนกัน จึงอาศัยคำแนะนำของคนไข้ แลกเวรกับเพื่อนๆ แล้วหาวันหยุดยาว เดินทางไปฝึกชี่กงในจีนแผ่นดินใหญ่

      ผมใช้เวลาถึงสองวันเต็ม ทั้งเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนรถ กว่าจะมาถึงใต้ประตูสำนักของท่านปรมาจารย์  วันแรกผมไม่ได้เจอท่านอาจารย์ ท่านเพียงแต่สั่งให้ลูกศิษย์คนหนึ่ง พาผมไปเข้าที่พัก และแนะนำวิธีการนั่งสมาธิเบื้องต้น

      วันที่สองมีคนพาผมไปพบท่านอาจารย์ ห้องของท่านอาจารย์มีขนาดไม่ใหญ่ ท่านนั่งอยู่บนเสื่อพรม ไม่รู้ทำไม พอเห็นท่านอาจารย์เท่านั้น ผมก็ถูกอารมณ์สะเทือนใจอย่างหนักเข้าครอบงำ  ผมคุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลเอ่อนองหน้าอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ คล้ายกับผมรู้จักกับท่านมานานมากแล้ว ผมเริ่มโขกหัวกับพื้น โขกเอาๆ อย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งหน้าผากแตก เลือดไหล ผมก็ยังโขกไม่หยุด

      ท่านอาจารย์คล้ายกับล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่แล้ว ท่านพยุงผมลุกขึ้น ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ชีวิตความเป็นอยู่เล็กน้อย พลางเรียกให้คนเอากอเอี๊ยะทรงกลมๆ เล็กๆ ชิ้นหนึ่งเข้ามา หลังจากอังไฟครู่หนึ่ง ท่านก็ช่วยปิดแผลที่หน้าผากให้ผมด้วยตัวเอง

      คืนนั้นผมนอนไม่หลับ ผมยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ ตัวผมเองเป็นหมอที่มีอาชีพวิเคราะห์ระบบประสาทของคนอื่นแต่ทำไมผมจึงก้มหน้าก้มตาโขกหัวกราบไหว้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นนั้น แล้วทำไมผมต้องน้ำตานองหน้า ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด

     ภายในหุบเขาเงียบสงัด อากาศก็สดชื่น ทุกๆ วันเราจะมีคาบเรียนเกี่ยวกับชี่กงเล็กน้อย ผมฝึกฝนอย่างตั้งใจ  หลังจากฝึกได้หนึ่งอาทิตย์ ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ผมเริ่มนึกสงสัย คิดในใจว่า มันไม่มีหรอก ไอ้ชี่ไม่ชี่นั่นนะ ไม่อย่างนั้นทำไมไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลยสักนิด ขณะนั้นเอง บังเอิญท่านอาจารย์เดินผ่านตัวผมไป คล้ายกับท่านได้ยินเสียงในใจผมก็มิปาน อยู่ๆ ก็เหลียวกลับมาพูดว่า

      “ตั้งสมาธิ อย่าคิดวิเคราะห์ อย่าใช้ความคิด เข้าใจไหม”

      ผมสะดุ้งเฮือก

      ผมฝึกวิชาต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่เก้า ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น ขณะนั้นผมกำลังนั่งสมาธิ อยู่ๆ ก็รู้สึกทั่วทั้งตัวปลอดโปร่งโล่งสบาย แล้วขยับตัวอย่างไม่ยอมหยุด ผมรีบวิ่งไปถามท่านอาจารย์อย่างตื่นตระหนก

      “มันคือชี่เดิน” อาจารย์กล่าว “เป็นเรื่องปกติ อย่าไปสนใจมันก็พอ”

      พอถึงวันที่สิบสอง ผมกระโดดตัวลอยขึ้นมาจากเสื่อรองนั่ง หยุดค้างอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งจึงตกลงมา แล้วก็เด้งขึ้นอีกครั้ง ผมยิ่งเด้งก็ยิ่งสูง เด้งไปมากว่าหลายร้อยครั้งจึงหยุด ที่แปลกก็คือ ผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ผมรู้สึกว่าเรื่องมันแปลกๆ จึงวิ่งไปพบท่านอาจารย์

      “ชี่กงมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้วหรือเปล่าครับ” ผมถาม

      “นั่นไม่ใช่ชี่กง” ท่านอาจารย์พูดด้วยเสียงหนักแน่น “มันเป็นภาพลวงตา”

      ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะ “ภาพลวงตา” เช่นนั้นขึ้นอีกหลายครั้ง แต่ผมไม่ตื่นตูมขนาดนั้นอีกแล้ว หลังจากฝึกวิชาถึงวันที่ยี่สิบห้า ท่านอาจารย์ก็เรียกผมไปพบ บอกว่าผมกลับไปได้แล้ว

      “ผมตั้งใจว่าจะมาอยู่ที่หนึ่งหนึ่งเดือนครับ” ผมกล่าว

      อาจารย์ไม่ว่ากล่าวอะไร เพียงฉีกกอเอี๊ยะตรงหน้าผากของผมออก พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่แล้วพูดว่า “พอแล้ว เธอหายดีเหมือนเดิมแล้ว”

      “ผมไม่เข้าใจ ตกลงผมได้เรียนอะไรไปบ้าง”

      “เธอมาเรียนชี่กงไม่ใช่หรือ” อาจารย์ถาม

      “แต่ว่า” ผมถามอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ “ชี่กงคืออะไร”

      “ชี่กงไม่ใช่อะไรทั้งนั้น”

     ผมวิ่งไปส่องกระจก พบว่ารอยแผลปิดสนิทแล้ว บริเวณปากแผลที่ตกสะเก็ด เผยให้เห็นเนื้อสีจางๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ กลายเป็นแผลเป็นประทับอยู่บนหน้าผาก

      ผมพกพาแผลเป็นและความสงสัยมากมายกลับเมืองไทเป วันแรกผมเข้าทำงานที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ พอเดินเข้าห้องตรวจโรค คนไข้คนแรกที่เห็นผม ลุกขึ้นชี้รอยแผลที่หน้าผากของผม แล้วคุกเข่าลงอย่างตื้นตันใจ

      “โอ้ ท่านอาจารย์” เขาพูด “ในที่สุดท่านก็ปรากฏตัวแล้ว ศิษย์คอยท่านอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว ท่านอาจารย์ ทรงโปรดช่วยให้ศิษย์หลุดพ้นจากทะเลทุกข์ด้วยเถิด...”

      อาการประสาทหลอนตามตำราเป๊ะ แต่ผมเกิดมีความคิดประหลาด ไหนๆ ก็ฝึกชี่กงมาแล้วนี่ ทำไมไม่ลองของดูซะหน่อยล่ะ ว่าแล้วผมก็ร่ายท่าทางต่างๆ ตามฝึกมาจากเมืองจีน เปล่งพลังใส่ตัวของเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมก็ตะโกนใส่เสียงลั่น ซึ่งคิดไม่ถึงว่า พอสิ้นเสียงตะโกน คนไข้ก็ลุกขึ้นยืนทันที พนมมือแสดงความเคารพต่อผม

 

      “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศิษย์หายดีแล้ว”

      ผมรู้ดีครับ ว่าเรื่องมันฟังดูเหลือเชื่อ แต่คนไข้คนนั้นหายดีแล้วจริงๆ วันรุ่งขึ้นเขาทำเรื่องขอออกจากโรงพยาบาล และถึงบัดนี้เป็นเวลาสามปีกว่าแล้ว ที่ไม่เคยกำเริบอีกเลย

จาก 原文出自 侯文詠的博客  

 

 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้วววว

#6 By ฟิวส์ on 2010-12-16 22:14

สวัสดีค่ะ คุณบีอาร์
ชี่กง(氣功) กำลังภายใน
แต่ในที่นี้คงมีพลังเร้นลับเข้ามาเสริมเสียแล้ว
พระอาจารย์ที่ช่วยให้ศิษย์พ้นจากทะเลทุกข์ที่ว่านี้ น่าจะเป็น"พระอาจารย์จี้กง" ถ้าเดาไม่ผิดนะคะbig smile

#5 By vicky (220.129.7.217) on 2009-04-22 20:13

แอบตอบ rap3 เอ้า เขาก็บอกแล้วไง ชี่กงไม่ใช่อะไรทั้งนั้น - -b

จะว่าไปก็แลดูแอบน่ากลัวจริงๆนั้นแหละ
อ่า...เหลือเชื่อจริงๆ
แล้วชี่กง คืออะไร? -*-

#3 By myjevil on 2009-04-20 11:04

หายได้เร็วดี

#2 By peewa 丕娃 on 2009-04-19 22:58

ชี่กง...
เคยดูในรายการอะไรสักอย่างของจีน
แอบคิดว่ามันน่ากลัวยังไงไม่รู้ embarrassed

แบบนี้เค้าเรียกว่า "อุปาทานเดี่ยว" มั้ยอ่า
sad smile

#1 By Sana_by_lllmukoilll on 2009-04-19 22:49