ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน ที่ผ่านมา มีโอกาสติดตามนักเขียนอันดับหนึ่งของไต้หวัน นพ.โหวเหวินหย่ง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเจ้าต่างๆ เพื่อโปรโมตหนังสือใหม่ของเขา ที่เพิ่งได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ในชื่อ

"คุณหมอสุดซ่า อูลูมูชิ" (เล่มนี้ได้ พี่โตโต้ หัวแตงโม เป็นบรรณาธิการต้นฉบับรับเชิญด้วย)

 

"นพ.โหวเหวินหย่ง นักสร้างแรงบันดาลใจขั้นเทพ"

 

สื่อที่มาสัมภาษณ์ก็มีตั้งแต่ นิตยสาร Cleo, หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์, นิตยสาร A Day, นิตยสารอักษรสาร, รายการวิทยุ FM 92 (ออกอากาศไปแล้ว) และบันทึกเทปโทรทัศน์สำหรับรายการในอนาคตไว้อีกหนึ่งตอน

หลังจากส่งคุณหมอโหวขึ้นเครื่อง บินกลับไต้หวันไปแล้ว ก็มานั่งอ่านบล้อกของคุณหมออีกครั้ง บังเอิญเจอบทความที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง บังเอิญเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์ จึงแปลมาลงให้อ่านกันฆ่าเวลา

 

你不能指望那个交情给你太多依靠...

 

เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องเดินสายโปรโมตหนังสือใหม่ จึงได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ออกทีวีบ่อยๆ หลายวันก่อนเพิ่งไปให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดอกคุย” ของคุณหลี่ ซื่อตวน

คุณหลี่ ซื่อตวนเป็นประกาศข่าวที่โด่งดังที่สุด อาวุโสของไต้หวัน การสัมภาษณ์ของเขาได้รับความนิยมอย่างสูง ในเรื่องการคุดคุ้ย เจาะลึกและสนุกสนาน บรรดานักการเมือง นักธุรกิจ คนเด่นดังต่างๆ เรียกได้ว่าทั้งรักทั้งชัง การเข้ารายการกับเขาทั้งนั้น

ผมกับซื่อตวนเป็นเพื่อนกัน แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่จะให้เขาสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงเต็ม พอจะเข้าใจใช่ไหมครับ ว่าผมรู้สึกเฝ้าคอยและคาดหวัง กับการสัมภาษณ์ในวันนี้อย่างยิ่ง

ก่อนเริ่มบันทึกเทป เราคุยกันสัพเพเหระก่อนครู่หนึ่ง หัวข้อหลักๆ ต่างก็เป็นเรื่องราวของผม ในฐานะที่ผมเคยจัดรายการวิทยุ และสัมภาณ์ผู้อื่นมาก่อนถึงหกปีเต็ม ประสบการณ์บอกผมว่า นี่เป็นการอุ่นเครื่องก่อนการบันทึกเทปที่สำคัญมาก ในด้าหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการต้องทำความเข้าใจผู้รับสัมภาษณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบ ชิมลางจังหวะในการสนทนา

ที่น่าสนุกก็คือ ซื่อตวนกำลังสำรวจตัวผม ขณะที่ผมก็กำลังสำรวจเขาอย่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เขาทำการบ้านเกี่ยวกับตัวผมมาเต็มที่ นอกจากตั้งคำถามเก่งแล้ว ยังตั้งข้อสังเกตที่ละเอียด พร้อมกับวางแผนการดำเนินรายการที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว การสัมภาษณ์นักเขียนอย่างผม บรรยากาศค่อนข้างเป็นสุขมากกว่า ไม่เหมือนกับการสัมภาษณ์ลูกพี่ใหญ่ในแวดวงธุรกิจหรือการเมือง เพราะตัวของผมไม่มีประเด็นร้อนอะไรมากนัก ไม่มีความลับที่เปิดเผยไม่ได้ ให้ใครเค้นถาม ดังนั้นผมจึงปล่อยอารมณ์สบายๆ กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ตั้งแต่ต้น

แต่พอเริ่มเดินเครื่องบันทึกเทปเท่านั้น หลี่ซื่อตวนก็เปลี่ยนเรื่องทันที โดยเขาเริ่มต้นจากเรื่องที่ผมช่วยเขียนจดหมายรักแทนเจอร์รี่ เหยียน (เจอร์รี่ F4) ยิงคำถามเป็นชุดๆ ว่าจดหมายรักฉบับนั้นเขียนถึงใคร ใช่หลินจื้อหลิงหรือเปล่า เนื้อหาเป็นยังไงบ้าง...

ด้วยชื่อเสียงของ Jerry ในวงการ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สนใจของทุกคน แต่ว่า ผมเป็นผู้ที่ได้รับการไหว้วาน ดังนั้นเรื่องทำนองนี้ หากเจ้าตัวไม่อยากเปิดเผย ผมอยู่ในฐานะที่สามารถเฉลยคำตอบใดๆ ได้ก่อนเจ้าตัว ผมจึงเหมือนถูกบังคับให้หลบหลีกเลี่ยงหนีตั้งแต่ต้นรายการ ในใจก็เริ่มนึกอย่างไม่ค่อยพอใจว่า ทำไมพูดเรื่องคนอื่นตั้งแต่เริ่มเลย ซ้ำยังเป็นเรื่องที่ผมไม่สมควรพูดอีกด้วย...

ขณะที่ผมถูกบีบจนกำลังจะจนตรอกแล้วนั่นเอง ซื่อตวนอยู่ๆ ก็หยุดพูด ถามว่า

“จังหวะแบบนี้คุณพอรับได้ไหม”

“พอได้” ผมตอบอย่างผู้ลากมากดี (รู้สึกว่าตัวเองนี่ช่างเสแสร้งเสียเหลือเกิน)

“โอเค” เขาหันไปบอกตากล้องว่า “งั้นเราเริ่มของจริงได้แล้ว”

(ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง ที่แท้มันคือการ "ข่มขวัญ")

การสัมภาษณ์ครั้งนั้น เป็นการสัมภาษณ์ที่ในภายหลังผมรู้สึกว่าไหลลื่น น่าสนุก และน่าสนใจ แน่นอน คำถามที่ควรถาม ซื่อตวนไม่มีตกหล่น และแน่นอน คำตอบที่ควรตอบ ผมก็ไม่พลาดหรือละเลย

ในชีวิตการให้สัมภาษณ์ที่นับครั้งไม่ถ้วนของผม เท่าที่ผมจำความได้ การ “ข่มขวัญ” ลักษณะนี้มีเพียงสองครั้งเท่านั้น อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในการให้สัมภาณ์ รายการ “ดัชนีชี้วัดความจริงใจ” ของไช่ คังหย่ง

ผมกับคังหย่งเรียกได้ว่าเป็นสหายเก่ากันแล้ว พูดตามตรง ผมอยากรู้เหลือเกิน ว่าเขาจะสัมภาษณ์ผมแบบไหนและผมคิดไม่ถึงเลยว่า พอเดินกล้องเท่านั้น เขาก็ยิงคำถามแสนสาหัสเข้าใส่ทันที


“ในฐานะของนักเขียน คุณมีรายได้สูงขนาดนี้ ตัวคุณเองคิดเห็นอย่างไร”

ผมนึกในใจว่า พระเจ้าช่วย การสัมภาษณ์นักเขียน มีคำถามให้ถามตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเลือกคำถามชนิด “บรมยาก” อย่างนี้เป็นตัวเปิดด้วย

หลังจากนั้น ก็เป็นที่รู้กันว่ามันเป็นเพียงการ “ข่มขวัญ” หลังจากรายการออกอากาศแล้ว ผมถามคังหย่งด้วยความอยากรู้ว่า

“ตอนที่คุณถามคำถามนั้นกับ คุณคิดยังไง”

คังหย่งตอบว่า “ผมก็แค่อยากเคลียร์สักหน่อย ว่าคุณมีสติดีอยู่หรือเปล่า...”

“หืม” ผมเอ่ย

“อีกอย่าง” คังหย่งกล่าว “เราเป็นเพื่อสนิทกัน”

“แน่นอน” ผมพูด

“ผมถือโอกาสนั้นเตือนคุณว่า เมื่อกล้องเดิน คุณจะหวังพึ่งความสนิทนั้นมากเกินไปไม่ได้...”

“อ๋อ...” ผมกระจ่างทันที


อย่าหวังพึ่งความสนิทมากเกินไป สำหรับข้อนี้ เพื่อนสนิททั้งสองคนของผม คังหย่งและซื่อตวน ต่างมีความเห็นที่ตรงกัน

หลี่ ซื่อตวนบอกผมว่า “ความสนิท เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการจัดรายการประเภทสนทนา”

“เพราะอะไร”

“เพราะผู้ชม ไม่ได้สนิทกับผู้ให้สัมภาษณ์”


ประสบการณ์ที่ได้จากการให้สัมภาณ์รายการของคังหย่งกับซื่อตวน น่าสนใจมาก “เมื่อไหร่ที่กล้องเดิน ผู้ดำเนินรายการที่ดี จะยืนอยู่ฝั่งผู้ชมเสมอ”

การนั่งบนเก้าอี้ผู้ให้สัมภาษณ์ ในรายการของเพื่อนสนิทที่ “แล้งน้ำใจ” ทั้งสองคนนี้ ต้องรู้สึกว่า “ทั้งรักทั้งกลัว” ถึงจะถูก เพราะถึงอย่างไรก็ตาม รายการของพวกเขา ต่างก็เป็นรายการที่น่าชม และเรตติ้งสูงสุด

นี่คือคำชมเชย ที่ต้องอุทานออกมาจากใจ ขณะกำลังเปิดชมรายการ


 

หลี่ซื่อตวน กับ ไช่คังหย่ง

 

Comment

Comment:

Tweet

ชื่นชมๆcry

#7 By sanzon on 2010-02-25 13:31

คุณหมอพูดได้เก็ตมากค่ะ

#6 By ป้าแอ๊นจ้า on 2009-10-08 11:27

เป็นมืออาชีพจริงๆครับ

#5 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-09-29 11:49

น่าลองconfused smile

#4 By wesong on 2009-09-28 20:06

sad smile หนักหน่วงนัก

#3 By finch on 2009-09-28 13:49

แยบยลยิ่งนัก... open-mounthed smile

#1 By draco on 2009-09-28 12:19