เรื่องมันเกิดจากหนังสือเล่มนี้

 

關於跑步,我說的其實是……
What I Talk About When I Talk About Running 

เกี่ยวกับการวิ่ง เรื่องที่ฉันอยากบอกจริงๆ คือ...

ของราชานักเขียนเบสท์ เซลเลอร์ ชาวญี่ปุ่น Murakami Haruki

 

แต่เมื่อมองข้ามหัวหัวโขน "นักเขียนเบสท์ เซลเลอร์" ไปก่อน เขายังเป็นนักวิ่งที่น่ายกย่องอีกด้วย

วิ่งต่อเนื่องเป็นเวลา 20 กว่าปี วันละ 10 กิโลเมตรสัปดาห์ละ 6 วันขั้นต่ำ (เหลือวันหนึ่งเอาไว้เผื่อฝนตก เดินทาง บลาๆๆ...) โดยเฉลี่ยจะต้องเข้าร่วมแข่งขันการวิ่งมาราธอน ปีละหนึ่งครั้งบางวันบ้าดีเดือดวิ่งได้ถึงหนึ่งร้อยโล

ขณะเดียวกัน ก็เขียนหนังสือที่ขายได้เจ็ดล้านเล่ม แปลไปกว่าสี่สิบภาษาทั่วโลก 

ผมได้ข่าวว่าสนพ.กำมะหยี่ได้ลิขสิทธิ์แปลเป็นภาษาไทย และจะวางแผงในมหกรรมหนังสือครั้งนี้ (ตุลาคม 2552) แต่อดใจไม่ไหว เมื่อวานเดินคิโนะฯ สยามพารากอน เห็นฉบับภาษาจีนจึงซื้อมาอ่านโดยพลัน

 

 

หนังสือเล่มนี้ เขาเล่าประสบการณ์การวิ่ง ไม่ได้ชวนให้ใครออกมา วิ่งเพื่อสุขภาพกันเถอะ อะไรเทือกนั้น แต่เพราะคนถามกันจัง อีกทั้งตัวเองก็อยากเล่า เก็บดองไว้นานแล้ว ว่าเขาเริ่มต้นวิ่งเพราะอะไร เกริ่นมาตั้งแต่ก่อนเขาเริ่มเขียนหนังสือ สมัยลงทุนเปิดร้านอาหาร พอตกดึกปิดร้านก็เขียนนิยายเล่น ส่งประกวดจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเขียนนิยาย ปรากฏว่าได้ออกมาเป็นเล่ม ต่อมาตั้งใจว่าจะทุ่มเทสร้างงานเขียนสักชิ้น ที่ให้เวลากับมันเต็มที่ งานเขียนที่ตนจะภาคภูมิใจกับมัน จึงลงทุนปิดร้านแล้วย้ายไปอยู่บ้านนอก

 

ทั้งๆ ที่ขณะนั้นตัวเองยังไม่ได้มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมหรอกนะ 

เขาบอกภรรยาว่า เอาเถอะ ถ้าผมไปไม่รอด เรื่องการเขียน เราก็กลับไปสร้างเนื้อสร้างตัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ได้ แต่ผมไม่อยากต้องมาตีอกชกหัว ว่าที่ผมทำออกมาไม่ดี เพราะไม่ได้ทุ่มเทสุดตัว

ขอทุ่มสุดตัวก่อน แล้วถ้ายังไม่ดี ก็ไม่เป็นไร

 

ทีนี้บ้านนอกไม่มีกิจกรรมสันทนาการใดๆ ไม่มีสระว่ายน้ำ ไม่มีสนามเทนนิส จะมีก็เพียงถนน ขณะที่สุขภาพเขาก็เริ่มขาดการออกกำลัง (เนื่องจากตอนทำร้าน ยังได้ออกแรงบ้าง) นั่งอยู่แต่หน้าคอม อ้วนฉุ ไม่ไหวแล้ว เพียงมีรองเท้าคู่เดียวก็วิ่งได้แล้ว เขาจึงเริ่มวิ่ง และหลงเสน่ห์มันในที่สุด

สามเดือนลดไปเจ็ดปอนด์ หรือประมาณสามกิโลกรัม เขาเขียนว่า "ลองเดินเข้าตลาดไปที่เขียงหมูแล้วซื้อหมูมาสามกิโลเดินถือดูสิครับ คุณจะรู้ถึงน้ำหนักของมัน และผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แต่ก่อนผมหิ้วสามกิโลกรัมนี้ไปไหนมาไหนตลอดเวลาได้อย่างไรกัน"

การลดน้ำหนักไม่ใช่ประเด็น

แต่ประเด็นคือ การวิ่ง ทำให้เขาได้อยู่กับตัวเอง...

 

 

พอแล้ว กับเนื้อหาในเล่ม ผมเพิ่งอ่านจบไปบทเดียวเอง

 

ผมสนใจมุราคามิ ก็มิใช่เพราะเหตุผลใดหรอกครับ เพราะเขาเป็นนักเขียนคนโปรด ของนักเขียนคนโปรดของผมอีกที (หวังว่าจะไม่งง)

เวลาเรามีไอดอลสักคน เคยมองข้ามช็อตไหมครับ ว่าอะไรที่ปั้นให้เขาเป็นอย่างที่เรายกย่องในวันนี้ เพราะเราก็ไม่อยากเอาแต่นั่งชาบูเขาอย่างเดียว เราก็อยากน่ายกย่องเหมือนอย่างเขาบ้าง นั่นแหละ มุราคามิ เป็นนักเขียนที่นักเขียนที่ผมยกย่องยกย่อง (งงกันเข้าไป)

 

ผลของการอ่านหนังสือเล่มนี้หรือครับ

เมื่อเช้า ผมตื่นตีห้าครึ่ง ขึ้นรถเมล์จากหน้าเมเจอร์รัชโยธิน ไปสวนจตุจักร วิ่งตามถนนในสวนทั้งสิ้น 3.2 กิโลเมตร เดินต่อจนครบรอบ ก็รวมทั้งสิ้นหกกิโลเมตร จึงเดินมาหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน กลับถึงบ้านเจ็ดโมงครึ่ง

ไม่รู้จะทำอย่างมุราคามิได้ไหม แต่ขอตั้งเป้าหมายไว้ว่า (ตั้งไว้หลายปีแล้ว) จะต้องวิ่งให้ได้สิบกิโลเมตร (ต่อหนึ่งครั้ง) ให้จงได้

อาจมีบันทึกอะไรสนุกๆ หรือคิดอะไรออกระหว่างวิ่งก็ได้ ใครจะรู้

 

แล้วจะมารายงานเป็นระยะๆ

 

เดาออกไหม มุราคามิคือคนไหน ^^

 

เครดิตภาพจาก http://www.readingtimes.com.tw/timeshtml/ad/AI0950/

เว็บไซต์สนพ. ผู้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาจีน

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

กางเกงในแดง
แน่เลย
มุราคามิ
^ ^
เริ่มวิ่งแล้ว ดีจังเลยค่ะ

ป้าเองผลัดผ่อนมานาน

#7 By ป้าแอ๊นจ้า on 2009-10-20 17:43

ขอให้สำเร็จตามเป้าหมายนะคะ big smile

#6 By Prae on 2009-10-20 13:58

ต้องเป็นเจ๊ผู้หญิงเสื้อกล้ามขาวขวามือสุดแน่ๆ
(โดนโบกก !)


#5 By L.Khunnon* on 2009-10-20 13:06

คราวนี้ท่าทางจะเอาจริงแฮะ
ต้องรอดูกันต่อไป...

แล้วมุราคามิเนี่ยคนไหนอ่ะ
ในรูปบนปกหนังสือใช่เค้ามั้ยอ่ะ
ถ้าใช้ก้อแปลว่าเค้าผมดำ
ในรูปล่างมีผมดำอยู่นิดนึง...
question

#4 By lllmukoilll on 2009-10-20 10:55

^
^
^
มุขป่ะเนี่ย หน้าเอเชียสุด มีอยู่คนเดียว

#2 By Beermyself on 2009-10-20 10:52

คนไหนอ่ะ T T
ดูไม่ออก
บอกที
น้าๆๆ
sad smile

#1 By '===PDRY'MOOK===' on 2009-10-20 10:36