เอนทรี่นี้ เป็นเอนทรี่บ่น ด่า อย่างไม่คิดอนาคต รู้แต่ว่า หากไม่ระบายออกมาเป็นคำพูด คงสะสมเป็นความเครียดอยู่ในส่วนใดสักส่วนในร่างกาย จนต้องเสียสุขภาพกันไป 

ใครไม่อยากเจอเรื่องหนักๆ ในแวดวงน้ำหมึก ก็ข้ามๆ กันไป และฝากบอกสต๊าฟเอกซ์ทีน กรุณาอย่านำขึ้นฮอต ไม่ว่ามันจะมีดาวหรือไม่มีดาวก็ตาม

 

ขอบคุณครับ

 

เนื่องจากช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ประกบนักเขียนไต้หวันหลายคน ให้สัมภาษณ์สื่อหลายแขนง ทำให้เกิดความคิดบางอย่างทั้งที่ดีบ้างและไม่ดีบ้างกับบรรดา "สื่อ"

สื่อจะ "เกาะ" กระแส

ไม่เคยเห็นสื่อที่ "ปลุก"กระแส

วงการอื่นไม่รู้นะ ผมคุ้นเคยแต่วงการวรรณกรรม

สื่อในที่นี้ ขอเหมารวมสำนักพิมพ์ลงไปด้วย

ผมอยากจะมองมันว่าเป็นธรรมชาติของสังคม ไม่อยากจะตำหนิอะไรใคร ผิดมันคงผิดอยู่ที่ระบบ และผิดตามๆ กันมา ผมยกตัวอย่างระบบฮอตโพสต์ น่าจะเห็นภาพง่ายที่สุด

 

คนเขียนบล้อก ขอดาว >>> ได้ดาวเล็กน้อย >>> ติดฮอตโพสต์ >>> ได้ดาวอีกตรึม

วัตถุประสงค์ของการขอดาว ก็เพื่อให้ติดฮอต ซึ่งก็สูงสุดแล้ว สำหรับเอกซ์ทีนเรา ดาวที่ได้ตามมาอีกให้ร้อยดวง ก็ไม่ทำให้เอนทรี่นั้นทะลุออกมานอกจอ กลายเป็นหน้า default ของคนเปิดคอมฯ ไปได้ดอก

ผมมองว่า ปัจจุบันสื่อในบ้านเรา แม้กระทั่งสนพ.ในบ้านเรา ต่างทำหน้าที่เป็นคนให้ดาวตอนหลังๆ น้อยคนที่จะเป็นพวก "เล็งเห็นศักยภาพ" แล้วให้ดาวสองสามดวงแรก จนทำให้สต๊าฟ (มหาชน) เห็นคุณค่านำขึ้นสู่ดวงดาว

คนเขาดังแล้ว เกิดแล้ว ทีนี้จะฉี่จะตด ก็ตามมารายงาน อีตอนเขาไต่เต้าอยู่ ไหว้ประหลกๆ ขอให้ส่งเสริมก็ไม่เคยจะเหลียวแล

มันอาจมีเหตุผลก็ได้ครับ กล่าวคือ ตอนแรกไอ้หมอนี่ราศียังไม่จับนี่นา ยังไม่มี "กึ๋น" อะไรที่น่ารายงานนี่นา ไม่มี "ดี" ที่น่าชื่นชมนี่นา แต่ตอนนี้มีทั้งกึ๋น มีทั้งดี แถมด้วยเซี่ยงจี๊กับไส้ติ่งด้วย ไม่รายงานได้ไงกัน ไม่พิมพ์หนังสือของเขาได้ยังไงกัน

พูดอีกก็ถูกอีก เฮ้อ เถียงไม่ออก

ดังนั้นถ้าคุณเป็นนักเขียน ก็จงไปสร้างกึ๋น สร้างดี สร้างเซี่ยงจี๊ของตัวเองก่อน ไม่มีใครกดดาวให้จงอย่าบ่น และก้มหน้าบ่มเพาะตนเองต่อไป

 

เข้าเรื่องอยากบ่นจริงๆ สิ่งที่ผมอยากบ่น หรือเรียกง่ายๆ ว่าอยากด่า คงเป็นสนพ. ผมขอออกตัวว่าผมด่าระบบ และถ้าคุณคือคนรันระบบ ก็โอเค ผมยืดอกยอมรับว่าผมด่าคุณนั่นแหละ แต่ถ้าไม่ใช่ คุณเป็นเพียงผู้อยู่ใต้ระบบนั้น ก็ขออภัย ผมไม่ได้ด่าคุณ หากเข้าใจตามนี้แล้ว ก็มาอ่านกันต่อไป

พาดพิงกันไปเลยดีกว่านะครับ จะเกลียดก็เกลียดกันไปเลย

 

ผมเป็นนักแปล แตกต่างจากนักแปลทั่วไปก็คือเป็นคนคัดสรรหนังสือด้วยตัวเอง ก่อนเสนอสนพ. จัดซื้อ และจ้างเราแปล อะไรคือสิ่งที่เราจะคำนึงเวลาจะเสนอหนังสือหนึ่งเล่ม ผมตัดปัจจัยส่วนตัว ว่าตัวเองชอบไม่ชอบทิ้งไปก่อนนะ คือข้ามช็อตมาถึงตอนจะคิดเสนอ

1. คอนเซปต์หนังสือ ตรงกับสนพ. ไหม เช่นจะเสนอแนวพัฒนาตนเอง แต่ไปหาแจ่มใส ก็อดแดก ไม่ใช่หนังสือไม่ดีหรือเขาไม่ดี แต่มันไม่ถูกกาลเทศะ

2. องค์กรของเขาแข็งแรงหรือไม่ เพราะมีผลต่อการย้อนกลับไปหาผู้ "ขาย" เขาจะดูว่า ใครวะ จะมาซื้องานของกร

ใช่ครับ เราจึงมองยักษ์ใหญ่ในวงการไว้ก่อน ทำหนังสือหลายแนว มีแนวของเล่มนี้ด้วยวุ้ย องค์กรแข็งแรง ทุนหนา เอาวุ้ย สนพ. ฝ่ายต่างประเทศยอมขายให้ชัวร์ๆ อยู่แล้ว ทีนี้ก็ตกลงกัน แฮปปี้ ชื่นมื่น

ทีนี้ไอ้เรื่องชีช้ำ ก็ตามมา

หนังสือที่เราเอามาป้อน มันไม่กระจอกนะ เป็นหนังสือแจ้งเกิดของนักเขียนคนนี้เลย ยอดขายในประเทศเขา สองแสนอัพ พิมพ์ซ้ำไม่รู้จบ ขายดีตลอดกาล แล้วไหงบ้านเราไม่มีใครรู้จักขนาดนี้

ไปดูตามร้าน เฮ่ย ไหงมันอยู่ในซอกหลืบขนาดนี้

เปิดดูตามเน็ต เฮ่ย นอกจากไอ้ที่กูโม้ๆ อยู่ในบล้อก กับแปะตามเว็บบอร์ด มึงไม่คิดจะลงข่าวอะไรให้กูแล้วเหรอ

เอาวุ้ย คงรอตูมเดียวในงานสัปดาห์หนังสือ

เฮ่ย อะไรวะ บิลบอร์ดเต็มบูธ แม่ง เดอะลาสร์ เลกเชอร์, เดอะซีเคร็ตแอนด์เดอะท็อป, ดูเสื้อยืดพนักงานดิ สกรีนทุกตัว แม่งออกมิวสิควิดิโอให้ได้คงออกให้ไปแล้ว... (นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างนะครับ) ล่าสุดก็แวมไพร์หรามาเลย จะออกเป็นชุดด้วยนี่

เกลียดกันไปเลยครับ และหนังสือที่กล่าวมาข้างต้น ผมไม่เคยแตะ (เวอร์ไปไหม) ไม่เปิดอ่านก็แล้วกัน มึงแย่งซีนกู จะว่าใจแคบ ขี้อิจฉาก็เอาเหอะ

แล้วคำถามก็ตามมา

ไม่คิดจะทำหนังสือกูดีๆ แล้วมึงซื้อมาทำไม

เราเคยคิดแบบใจเขาใจเรา เออน่า เขาจ่ายเยอะ ลงทุนเยอะ ถ้าขายไม่ได้เขาเดือดร้อนกว่าเราอยู่แล้ว

ตรรกะนี้ ใช้กับสนพ. เล็กๆ ใช้ได้เลย แต่สำหรับสนพ.ใหญ่ๆ มันใช้ไม่ได้ การออกหนังสือของเขาเหมือนการแทงหวย เก็งเลขไหน ก็ซื้อเยอะๆ พอถูกแล้วก็มาถัวๆ ให้กับเลขที่เสียได้เอง

ครับ หนังสือกูคือเลขที่มึงไม่ได้เก็ง กูขอโทษ ที่มันไม่ถูก

ใช่ครับ หนังสือของเรา ขายไม่หมดตอนนี้ ยังไงห้าปีมันก็หมด ไอ้สามพันห้าพันเล่มเนี่ย ขายไม่หมดเดี๋ยวก็มาลด 40-70% ได้หน้าอีกต่างหาก เดี๋ยวก็หมด

ภารกิจในงานหนังสือของผมอีกอย่างก็คือตามเก็บหนังสือลดราคาของตัวเองครับ

หน้าปก 115 ผมซื้อ 35 บาทมาแล้ว

หน้าปก 218 ผมก็ซื้อ 90 บาทมาเก็บ

เอาไว้แจกเองสบายใจกว่าครับ

 

ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างนี้หรือเปล่า แต่ผมคิดว่าเขาคิดอย่างนี้

 

ในฐานะคนเสนองาน และคนทำงาน ผมขอบอกว่าเกลียด

แต่โอเค ยอมรับว่าถ้ามองในมุมเขา เขามีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น

แต่นี่บล้อกกู กูจะมองมุมนี้

ถึงกระนั้น เดือนหน้า ผมก็ยังมีผลงานออกกับสนพ. นี้เหมือนเดิม เฮ้อ เหมือนจะเกลียดตัวกินไข่... ครับ เพราะตัว "คน" ดีครับ บรรณาธิการนิสัยดี จนผมปฏิเสธไม่ออกจริงๆ 

รวมทั้งงานที่เร่งอยู่ในมืออีกชิ้น ก็กำลังจะส่งสนพ.นี้ 

ขอให้โอกาส สนพ. นี้พิสูจน์ตัวเองอีกสองเล่มนี้สุดท้าย ถ้ายังทิ้งๆ ขว้างๆ ลูกๆ ของผมอีก ก็คงเลิกกัน

ไม่ว่ากันนะ คุณเมย์นะ

 

 

อีกสนพ.นึง ที่ไม่บ่นก็ไม่ไหว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมทำ นักเขียนชื่อ "ไช่ จวิ้น" สะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า "Cai Jun" เป็นการสะกดแบบจีนที่เรียกว่า "พินอิน" เขียนด้วยตัวจีนว่า 蔡骏 ส่วนชื่อผมคือ "อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี"

ในฐานะคนแปล เราจะไม่ไปก้าวก่ายเรื่องอาร์ตเวิร์ก ส่วนใหญ่หนังสือคลอดแล้วเราเพิ่งจะเห็นตัวเล่ม และนี่คือสิ่งที่ออกมา

Mr. Cai Jun เขียน
อนุรักษ์ กิจไพบูลย์ทวี แปล

อื้อหือ พอหนังสือพิมพ์เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ จึงเป็น โดย มิสเตอร์ ไข่จุน นักเขียนกู ไข่จุนไปซะแล้ว

ถามกันสักคำก็ได้ ว่าควรลงปกว่าอย่างไร สะกดคำไทย ลงทับคำจีน นี่อะไร ไม่ถามไม่ไถ่ ลง Mr. ให้อีก เคยเห็นไหม หนังสือของ Mr. Murakami Haruki, Mr. Akagawa Jiro เนี่ย

แล้วนามสกุลกู ไม่มี ย์ โว่ย

 อะไรไม่สาหัสเท่าในงานหนังสือครับ

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผมจะเบียดหน้าบูธเข้าไปไม่ถึงหนังสือตัวเอง ขอหยิบคลำสักหน่อยก็ไม่ได้ เพราะด้านหน้ายืนบังมิดไปด้วยบรรดาพนักงานที่ "ขายสมาชิกหนังสือพิมพ์" 

"สมัครสมาชิกหรือยังคะ/ครับ"

พระเจ้าช่วย มึงมาเปิดบูธในงานหนังสือทำวัดพระบาทน้ำพุอะไรมิทราบ

สนพ. นี้ ก็จบแล้ว สำหรับผมเช่นกัน ตราบใดที่ยังไม่มีคำอธิบายดีๆ หรือคำมั่นสัญญาว่าเรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

และพี่ครับ "เรื่องของเหมาที่คุณไม่รู้" ผมใช้เวลาเกือบสองอาทิตย์ช่วยปรู๊ฟชื่อภาษาจีนทั้งเล่มให้ พี่รับปากอะไรผมไว้บ้าง พี่จำได้หรือเปล่า ในงานผมเห็นมันวางแล้ว ไม่เห็นชื่อผมสักแอะ... พี่ยังจะมาขอให้ผมเสนอหนังสือให้พี่อีกหรือครับ

 

ผมเรียนรู้จากคุณโหว อย่างหนึ่ง ผมได้อะไรจากแกเยอะมาก ตอนที่แกมาเมืองไทย อย่างหนึ่งก็คือ แกเล่าว่า โลกเรามันมี "จุดศูนย์กลาง" หากเราจะก้าวให้ทันโลก ก็ควรก้าวไปหาจุดศูนย์กลาง อะไรคือจุดศูนย์กลาง ยกตัวอย่างเช่นวิกฤตเลย์แมน บราเธอร์ ทำไมมันถึงเจ๊งไปทั้งโลก เหตุผลก็คือ มันเป็นจุดศูนย์กลาง

จุดศูนย์กลาง ยังหากันได้อีกหลายวิธี ญี่ปุ่นตามเทรนด์อเมริกา ไต้หวัน ไทย ตามเทรนด์ญี่ปุ่น ในไทยเอง ก็มีกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ต่างจังหวัดก็จะเทเข้ามากรุงเทพฯ นั่นก็คือจุดศูนย์กลาง

ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้งานที่ผมจับมันเป็นงานจากจีนและไต้หวัน เมื่อเทียบกันแล้ว ความ "กลาง" ของมันย่อมไม่สู้ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา

วัดกันภาพใหญ่ ย่อมเทียบกันไม่ติด แต่วัดกันเป็นชิ้น ผมไม่เชื่อว่างานที่ผมคัดมา จะแพ้อะไรที่คุณกระพือว่ามันดีนักดีหนา สะกดจิตคนอ่านอยู่ตอนนี้

ธุรกิจหนังสือ มันกลายเป็นไม่ใช่ธุรกิจที่ว่ากันด้วยเนื้อข้างใน แต่ดูกันที่เปลือกข้างนอกเท่านั้น นั่นทำให้ผมเหนื่อย

ล่าสุดเจอพี่ผู้บริหารสำนักพิมพ์มาหมาดๆ เสนอเล่มไหนเข้าไป ก็มีคำถามแรกว่าเล่มนี้ดังไหม

- -

เพราะเล่มที่ดังมา ได้รางวัลมา พี่ทำตลาดง่ายมาก สบายมาก

ผมแทบจะร้องไห้

เหนื่อยเลย ห่อเหี่ยวเลยครับพี่ คิดในแง่ของพี่ มันก็ถูกครับ แต่ถ้าอย่างนั้น พี่หางานเบสต์เซลเลอร์ล้านเล่มแปดสิบภาษามาทำดีกว่าครับ อย่าเรียกใช้ผมเลย

พูดถึงเรื่องที่พี่ใส่รูปให้กับหนังสือเล่มนี้ บอกว่าบอกกันไว้แล้วว่าพี่จะฉีกรูปเล่มใหม่หมด

คือ ผมรู้ว่าผมไว้ใจให้พี่ทำเต็มที่ พี่จะใส่รูปใส่ร่างใส่สามดีแถมแว่นตาทะลุมิติก็ได้ แต่ผมนึกไม่ถึงว่าพี่จะเปลี่ยนสำนวนเปลี่ยนภาษาเปลี่ยนกลิ่นเปลี่ยนรสถึงขนาดนี้

ทุกวันนี้ผมยังไม่มั่นใจเลย ว่าจะบอกใครเขาดีไหม ว่าเล่มนี้ผมแปล

เห็นหนังสือตัวเองแล้วอยากร้องไห้... แต่ก็ช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เราออกตังค์

วันก่อน คิมถามผมคำนึง (เขาได้หนังสือจากนักเขียนโดยตรง)

พี่เบียร์ "เลย์ รสลาบเป็ดxxx" ใครเป็นคนคิดคำเหรอ คิมว่าตลกดีนะ

 

ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่รู้สิ กองบ.ก. มั้ง พี่ไม่ได้คิดเอง

แล้ว ไต้หวันมันมีด้วยเหรอ เลย์รสลาบเป็ดxxx ได้ข่าวว่าเล่มนี้แปลมาจากไต้หวันไม่ใช่เหรอ...

 

พี่เอาใจนักอ่านจนไม่สนใจตัวศิลปินแล้วครับ ผมพยายามทำความเข้าใจในมุมมองพี่แล้วนะ แต่ผมทำใจไม่ได้จริงๆ หยิบหนังสือที่เป็นชื่อตัวเองแปลขึ้นมา มองหน้าบ.ก.ที่ตัวเองเชิญมา ทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วถามกันเองว่า นี่เล่มที่เราทำกันเหรอ...

ยอดขายเป็นคำตอบสำหรับทุกอย่าง

แต่มันไม่ใช่คำตอบของผม

คือ อยากยกให้เป็นผลงานบริษัทพี่ไปเลยครับ พี่อัดตังค์ให้มันเยอะแยะจนแทบจะบิวด์ขึ้นมาใหม่ ผมก็กระดากใจที่จะใส่ชื่อไว้หน้าเล่มเหมือนกันครับ

 

ถามว่า ทำให้เหมือนต้นฉบับ แล้วมันขายไม่ออก แกจะทำไหม

...

ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ ถ้าไม่ติดที่เป็นหนังสือชุดนักเขียนคนโปรด ที่ผมคงไม่ยอมให้คนอื่นแปล ผมคงทิ้งไปแล้วจริงๆ

อยากร้องไห้จริงๆ ไม่รู้อีกสามเล่มที่เหลือ อนาคตจะเป็นยังไง

และคิดไม่ถึงว่า "อีกเล่ม" ที่ยอดขายก็ไปได้ดี พี่จะวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะหน้าปกทำออกมาดีมาก เนี้ยบมาก หน้าปกมันหลอก ทำให้คนซื้อ... พี่ตบหน้าผมเลยดีกว่าไหมครับ

แต่จะว่าไป เล่มที่ผมรักที่สุดเล่มนี้ ดูเหมือนพี่จะซื้อมันมาเพราะต้องเป็น "แพ็ค" พี่ไม่แฮปปี้กับการทำเล่มนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คงต้องขอโทษละครับพี่ คนเรามีความชอบคนละอย่างกัน เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ

ความจริงทำงานมาหลายสนพ. มาก ผมรักและเคารพพี่ที่สุดนะ แต่ดูเหมือนพี่จะไม่ค่อยเข้าใจจิตใจของคนทำงานหนังสือ (อย่างน้อยก็ผม) สักเท่าไหร่แล้ว 

ผมไม่ได้ทำเพื่อเงินครับ

 

 

edit

หลังจากเขียนเอนทรีนี้ ผมก็ส่งเมลไปถึงพี่เขาด้วย เนื่องจากรักและนับถือมานาน ไม่ไหวอยากจะเคลียร์ เช้าตรู่ก็กริ๊งกร๊างเข้ามาเลย เห็นชื่อคนโทร. ก็นึกในใจ งานเข้าแล้วกรู...

คุยกันแล้วก็แฮปปี้ครับ ฟังดูเหมือนเด็กขี้แย ขี้น้อยใจ แต่ไอ้คนที่เรียกตัวเองว่ามีอารมณ์ศิลป์มันก็ต้องการแค่นี้ ถ้าเห็นคุณค่ากัน ยกให้ฟรี ทำเป็นเขม่น ล้านนึงก็ไม่ขาย นิสัยห่วยแตกแบบนี้มันฝังอยู่ในสายเลือดของชาวเรายังไงก็ไม่รู้ และก็นั่นแหละ อดตายกันมาเยอะแล้ว

พี่นก ยังคงน่ารักและน่าเคารพเหมือนเดิม ความเข้าใจผิดหลายอย่างเกิดจากการพูดเล่นกันตามประสา (โดยเฉพาะเรื่องปก...) ที่ฝ่ายหนึ่งเก็บไปคิดแต่อีกฝ่ายไม่ได้คิดอย่างนั้น การพูดคุยปรับความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ

ผมแฮปปี้กับการพยายามปกให้ดี ถึงขั้นดีกว่าเนื้อหา...​ มากกว่าทำปกที่ด้อยกว่าเนื้อหา เพราะคนจับหนังสือขึ้นมาเพราะปกจริงๆ

.

.

.

อาจฟังดูแปลกๆ ว่าของอย่างนี้ยังต้องยืนยันกันด้วยเหรอ แต่คงต้องยืนยันกันจริงๆ ว่า 

ครับ เรายังเป็นพี่เป็นน้องกันเหมือนเดิม มิได้กลายสภาพเป็นลูกพี่ (นายจ้าง) กับลูกน้องแต่อย่างใด

 

ไม่อยากลบข้อความที่เขียนเอาไว้ เพราะมันเป็นบันทึกอย่างหนึ่งที่เคยรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แม้เวลาเปลี่ยนอารมณ์จะเปลี่ยน แต่อารมณ์นั้นมันก็เคยเกิดขึ้นจริง เก็บไว้อ่านวันหลังอาจรู้สึกขำก็ได้ จึงขอเก็บ...

 

 

สำหรับฟรีฟอร์ม เราเจอกันเพราะปัจจัยแปลกๆ เราร่วมงานกันเพราะความศรัทธาที่มีต่อชื่อ 'ปราย พันแสง พี่เหมือนเข้ามาช่วยชีวิต ในตอนที่สนพ.หนึ่งลอยแพงานสองเล่มของผม และจัดงานเปิดตัวที่ทำให้ผมเชื่อว่าพี่เอาจริง และเจอคนรักงานวรรณกรรมเหมือนกันจริงๆ

จนถึงตอนนี้ ก็ยังศรัทธาดังนี้อยู่ ยกเว้นสองเรื่องที่ยังคาใจ

หนังสือเล่มแรกของผม พี่พิมพ์สองพันเล่ม เท่านั้น จริงหรือครับ
เพราะผมไม่เคยเจอสนพ. ที่พิมพ์ครั้งแรกต่ำกว่าสามพันเลย

เล่มรวมมิตรนักเขียนการ์ตูน ที่เอาบทสัมภาษณ์นักวาดการ์ตูนกลุ่มใหญ่มารวมกันออกเล่ม พี่แน่ใจนะครับ ว่าหาตัวนักเขียนเหล่านี้ไม่พบจริงๆ จึงไม่ได้แจ้งเรื่องการรวมเล่ม หรือแม้กระทั่งคิดจะจ่ายค่าตอบแทน...

เรื่องเล่มนี้มันไม่เกี่ยวกับผมหรอก แต่เกี่ยวกับเพื่อนผม และอะไรบางอย่างเกี่ยวกับจิตใจ อยากให้เคลียร์

 

ส่วนอะเดย์ อะบุ๊ค เรายังไม่ได้ร่วมงาน ดังนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น 

 

ผมรู้สึกว่าโลกของตัวเองแคบลงเรื่อยๆ คนที่ผมอยากร่วมงานด้วยก็น้อยลงทุกที

ไม่รู้สิ สุดท้ายอาจจะเหลือแค่บล้อก ถ้าผมยังไม่ถึงขั้นเบื่อเอกซ์ทีนไปอีกคน

 

วันจันทร์ก็ลอยกระทงแล้ว พระแม่คงคาจะว่าอะไรไหมน้า ถ้าผมจะลอยเอนทรี่นี้ไปกับกระทง ^^

 

 
ลอยแว้วค้าบ





 

Comment

Comment:

Tweet