ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี่ พิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 38 คงกำลังดำเนินอยู่ หนังสือที่เรียกว่า "ราคาแพงที่สุด" เท่าที่ผมแปล ก็คงกำลังลัลล้าไปกับโปรโมชั่นบุฟเฟต์ของบูธอะบุ๊คอย่างสนุกสนาน

ราคาต่อเล่ม 320 บาท แต่พอซื้อเข้า "ชุด" โดยรวมกับเล่มอื่นๆ อีกหกเล่ม (ให้ครบเจ็ด) ขายเพียง 999 บาท พระเจ้าจอร์จ... ซ้ำยังแถมถุงผ้า read book look good อีก เอาเข้าไป ป๋ากันเข้าไป

รายละเอียดคงต้องไปดูไปชมกันเอง (แม้จะรีทวีตต่อๆ กันจนถล่มทลายแล้วก็ตาม) 

 

เดี่ยวก่อน อย่าเพิ่งให้ความป๋าข้างบนมาแย่งซีนพระเอกของเอนทรี่นี้ มิวสิควีดิโอ (เดี๋ยวนี้ยังมีคนเรียกอย่างนี้ไหมนิ) มีขึ้นเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการว่า "เพลงนี้ดังได้แล้วนะโว้ย" ฉันใด การกระหน่ำรีวิว เชียร์ อ้างถึงมากมายของตัวนักเขียน นักอ่าน นักแปล นักขาย ฯลฯ ก็เพื่อประกาศว่า ไปพบไปเจอก็ซื้ออ่านได้แล้วนะโฟ่ย...ฉันนั้น หึหึ

ไม่รู้ใครออกกฎห้ามนักเขียน โฆษณาหนังสือตัวเอง ประหนึ่งว่าดูไม่ดีไม่งามไม่แมนไม่พระเอก ผมละอยากขากถุยจริงๆ เวลาที่มีเสลดติดคอแล้วบังเอิญอยู่ในห้องน้ำที่ไม่รบกวนใครให้เป็นการเสียมารยาท (รู้สึกจะไม่สอดคล้องกับประโยคแรกชอบกล) เอาเป็นว่า ความคิดของผมคือ ใครมีของดีก็ต้องเอามาโชว์ จะรอให้มันฝังอยู่ในทะเลหนังสือแบบโชว์แต่สันโหวงๆ บนหิ้งแล้วคาดหวังว่าจะมีใครไปเดินเหยียบเปลือกกล้วยหกล้มแล้วหน้ามาหยุดอยู่ระดับเดียวกับหนังสือตัวเองพอดี หรือใครจะมาเขย่าตู้แบบเสี่ยงเซียมซีแล้วบังเอิญหนังสือของกูหล่นออกมาให้มันซื้อ... ก็คงต้องรอต่อไปจนเหงือกแห้งไส้แห้ง

ช่วงนี้ผมเลิกทำตัวเป็นผู้ดีแล้วครับ เจอใครก็จะบอกว่า ไปซื้อหรือยัง เล่มนั้นเล่มนี้ดีโคตร

เหอๆ หมดมาดผู้ดีโดยสิ้นเชิง

 

เอาเถอะครับ วันนี้จะมาประกาศให้โลกรู้ว่า "เด็กชายเลขที่ 34" ในภาคอวตารภาษาไทย ลืมตาดูโลกแล้วคร้าบ

 

เมื่อวานซืนไปสนพ. มา ได้ติดมือกลับมาแล้ว แลกเล่มแรกกับ "คุณวิชัย" ไปแล้วด้วยความบังเอิญอย่างมีนัย ภูมิใจกับหนังสือเล่มนี้แค่ไหน โปรดอ่านได้จาก "บันทึกท้ายเล่ม" จากใจผู้แปล ดังต่อไปนี้ได้เลย

(ขอพี่บิ๊กแล้วว่า ถ้าหนังสือออกจะนำมาลงบล้อก ซึ่งพี่บิ๊กก็ไม่ขัดข้องใดๆ)

 


การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ของเด็กชายเลขที่ 34

ผมเป็นคนชอบรู้ชอบเห็นเบื้องหลัง ซื้อคอนเสิร์ตมาดูก็ชอบดูเบื้องหลัง ซื้อหนังแผ่นมาดูก็ชอบดูเบื้องหลัง อ่านนิยายก็มักจะหาอ่านคำนำหรือจำพวกคุยกันท้ายเล่ม ที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังว่าพล็อตเรื่อง ตัวละครของตนมีที่มาที่ไปอย่างไร เหตุผลที่ชอบนั้นมีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่รู้สึกว่ามันติดดิน รู้สึก “จริง” และรู้สึกว่าเราเรียนรู้จากมันได้

การลืมตาดูโลกของหนังสือทุกเล่ม ก็มีเบื้องหลังที่น่าสนใจ แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยเห็นใครรวบรวมเรื่องราวน่าสนุกเหล่านี้ขึ้นมาให้เสพมากนัก ผมจึงอยากนำเสนอ “เบื้องหลัง” ของหนังสือเล่มนี้ที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อบันทึกประสบการณ์ที่ชวนจดจำ และเป็นกิตติกรรมประกาศในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดประโยชน์เป็นกรณีศึกษาให้นำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้ด้วยกระมัง

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในแวดวงการแปลแบบเต็มตัว ผมก็ทำหน้าที่เป็นแมวมองไปด้วยโดยปริยาย ทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นงานที่ถูกใจ ในหัวก็จะนึกถึงสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานแนวนั้นขึ้นมาทันที วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2008 ผมได้ทุนไปอบรมที่ประเทศจีน ยามว่างผมจะเดินเข้าร้านหนังสือเป็นกิจวัตร และวันนั้นผมเหลือบไปเห็นหนังสือสภาพยับเยินเล่มหนึ่ง ตั้งอยู่บนชั้นเหล็กที่หมุนได้ ลายเส้นบนหน้าปกและชื่อหนังสือมันสะกิดตาผมทันที “ป.หนึ่ง ห้องก. เลขที่ 34 โดย เอินจั่ว”

สารภาพกันตรงๆ ว่าผมไม่ใช่คนที่รู้จักงานศิลปะอะไรเท่าไหร่ การเสพหนังสือก็รู้จักแต่เสพ “เรื่อง” มากกว่าจะเสพ “ภาพ” เหตุที่สนใจหนังสือประกอบภาพ ก็เพราะกระแสของ “จิมมี่ เลี่ยว” แท้ๆ และเหตุที่ผมสนใจงานของคนที่ชื่อ “เอินจั่ว” ก็เพราะเคยเห็นเขาวาดภาพประกอบให้กับหนังสือของนักเขียนในดวงใจของผมคนหนึ่ง ทำให้ผมเคยเข้าไปสืบค้นผลงานของเขาทางอินเทอร์เน็ตเล็กน้อย และเมื่อตอนนั้น ชื่อหนังสือและชื่อผู้วาดเคยแวบผ่านความทรงจำผม ดังนั้นเมื่อเห็นเล่มเป็นๆ ตั้งอยู่ตรงนั้น จึงหยิบขึ้นมาพลิกอ่าน แล้วก็ซื้อกลับมาในราคาเต็ม (32.8 หยวน) โดย… ลังเลเล็กน้อย เพราะสภาพหนังสือนั้นยับเยินมาก จำได้ว่าวันนั้นผมกลับมายังอัพบล้อกเก็บไว้เลย

เมื่ออ่านจบ ผมมีความชอบใจและหนักใจพร้อมๆ กันหลายเรื่อง ที่ชอบคือเนื้อหาสาระ มันเป็นเรื่องราวของ “เด็กดื้อ” ที่ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์สังคม แต่ถูกอิทธิพลของโลกผู้ใหญ่ที่เขาไม่รู้จัก เคี่ยวเข็ญข่มขู่ให้เขาต้องปรับตัวเข้ากับสื่อ เข้ากับสังคม

“ชีวิตย่อมมีทางออกเสมอ” อะไรคือทางออกของเด็กชายที่ผู้เขียนอุปโลกน์ให้มีชื่อว่า “เลขที่ 34” ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงได้พบได้เห็นอะไรอย่างที่ผมเห็นกันมาแล้ว ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับผมในขณะนั้นมัน

“...”

---เป็นแบบนี้จริงๆ และก็ ใช่... ผมหลงรักงานชิ้นนี้เข้าแล้ว

ส่วนสิ่งที่หนักใจ นั่นก็คือเมื่อเปลี่ยนหมวกเพื่อคิดด้วยมุมมองของสำนักพิมพ์แล้ว

“...”

---ต้องเงียบอีกครั้งพลางนึกว่า “กูจะเอาไปขายยังไงวะ”

ภาพนั้นหรือ ไม่ได้เลิศหรูอลังการงานสร้างแบบจิมมี่ เลี่ยว เรื่องนั้นหรือ ไม่มีพระเอกนางเอกตัวอิจฉา กลุ่มเป้าหมายล่ะ แม้ตัวเดินเรื่องเป็นเด็ก แต่ให้เด็กอ่านย่อมอ่านไม่รู้เรื่อง และเมื่อตัวเดินเรื่องเป็นเด็ก จึงไม่มีแรงดึงดูดให้ผู้ใหญ่เป็นคนอ่าน ไม่ว่ามองจากมุมไหนของการตลาด มีแต่ความมืดบอดเพียงอย่างเดียว

แต่ชีวิตต้องคิดบวกไม่ใช่หรือ เรื่องอะไรต้องคิดแต่จุดอ่อนล่ะ ทุกครั้งที่ผมกำลังจะหมดไฟกับบางสิ่งบางอย่าง ผมมักจะย้อนคิดกลับไปพิจารณาอย่างถ้วนถี่ถึงสาเหตุที่ทำให้ผม “ไฟติด” เมื่อวันนั้น ว่าแล้วก็มาทบทวนอีกครั้ง… อะไรคือความประทับใจที่ทำให้ผมหลงรักงานชิ้นนี้

แต่บังเอิญสำนักพิมพ์คงไม่ค่อยสนใจไอ้ “...” ของผมนั่นหรอกจริงไหม

ช่างมัน ไม่ลองก็ไม่รู้ ว่าแล้วผมก็เดินเครื่องนำไปก่อนอย่างไม่คิดถึงอนาคต นั่นคือลงมือแปลเป็นภาษาไทยก่อนทั้งเล่ม

ใช่ครับ ชะตากรรมของนักแปลที่สะเออะอยากเสนอหนังสือที่ตนชอบ ก็คือต้องลงทุนแปล ถ้าขายได้ก็รอดไป ถ้าขายไม่ได้ก็ถือเสียว่าได้ฝึกปรือฝีมือ อย่าคิดมาก และอย่าคาดหวังสูง ตอนแปลก็จงแปลด้วยใจรัก อย่าแปลเพราะหวังว่าจะได้เงิน อุดมการณ์มันกินแทนข้าวไม่ได้ก็จริง แต่มันทำให้ชีวิตมีความหมาย

และเรื่องที่ผมหนักใจก็เกิดขึ้นจริงๆ ขณะที่ผมหอบสคริปต์เรื่องเด็กชายเลขที่ 34 ตระเวนขายไปทั่วราชอาณาจักรนั้น ผมไม่ใช่นักแปลหน้าใหม่ในวงการแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเหตุผลที่ฟังดูแล้วมันน่าหดหู่แต่ต้องก้มหน้ายอมรับความจริงๆ ผมนึกถึงตัวเองเป็นนักเขียนบทไฟแรง ที่หอบหิ้วสคริปต์หนังสุดยอดของตนไปเสนอขายกับนายทุนแล้วถูกตอกกลับ พร้อมกับรับฟังเหตุผลที่หากช้ำในอยู่อาจต้องกระอักเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดแล้วขาดใจตายกันเห็นๆ นั่นคือ

“มันไม่ใช่”

ผมใสซื่อบริสุทธิ์เกินไปจริงๆ ใช่ไหม ที่เชื่อใจว่าสำนักพิมพ์คงเห็นคุณค่าของเนื้องานเหมือนอย่างที่ผมเห็น แต่ผมก็เข้าใจระบบทุนนิยมดี ซึ่งหลังจากได้ชักแม่น้ำครบทุกสาย ใช้สายสัมพันธ์ครบทุกเส้น ออดอ้อนวิงวอนสำนักพิมพ์ที่รู้จักจนหมดแล้วก็ยังขายไม่ออก ผมก็เริ่มทำใจ คงต้องรอจนกว่าสำนักพิมพ์เหล่านี้จะมีนโยบายใหม่ หรือผมได้เจอสำนักพิมพ์ใหม่กระมัง

จนกระทั่งต้นปี 2009 ผมได้รู้จักกับสำนักพิมพ์เดย์โพเอ็ตโดยบังเอิญ กล่าวคือมีสำนักพิมพ์ไต้หวันที่ได้ยินชื่อเสียงของสำนักพิมพ์เดย์โพเอ็ตแล้วอยากให้ผมช่วยทำนัดให้ และถัดมาผมจึงรู้ว่าที่แท้เดย์โพเอ็ต (สำนักพิมพ์อะไรกัน ชื่อกลอนกลางวัน) ก็คืออะบุ๊ค หรืออะเดย์นั่นเอง

การพบกับอะบุ๊คในวันนั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เนื่องจากรู้มาว่าอะบุ๊คไม่เคยทำหนังสือแปล จึงไม่ได้คิดหวังอะไร จนกระทั่งเมื่อสำนักพิมพ์กบอกผมว่า ไม่ได้ขัดข้องหากมีงานที่ “มันใช่” มาเสนอ ในหัวของผมก็นึกถึงเจ้าหนูเลขที่ 34 นี่ขึ้นมาทันที

หลังจากสำนักพิมพ์ไต้หวันกลับไปแล้ว ยังไม่ทันหมดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมก็โทรศัพท์นัดหมายเพื่อเสนอหนังสือเล่มนี้ทันที หลังจากที่เล่าเรื่องย่อทั้งหมดให้ฟัง รวมทั้งมอบต้นฉบับที่แปลและปรินท์ออกมาแล้วส่งให้ พี่บิ๊กก็ตอบเบื้องต้นว่า “มันใช่ครับ” และไม่นานต่อมาก็เริ่มกระบวนการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ทันที

ไม่รู้ทำไม ผมดีใจอย่างกับมันเป็นผลงานของตัวเอง

กระบวนการผลิตเริ่มขึ้นใหม่ ผมหยิบต้นฉบับขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งเป็นรอบที่สาม แต่เพราะเหตุขัดข้องทางเทคนิค ทำให้โครงการที่ท้องแก่ใกล้คลอดนี้ มีอันต้องดองต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

ความหวังที่เรียกว่ามอดไปแล้วก็ได้ถูกเขี่ยให้วูบวาบอีกครั้งเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี 2010 กล่าวคือกำลังจะมีงานไทเปบุ๊คแฟร์ ซึ่งทางอะบุ๊คจะเดินทางไปดูงานพร้อมกับเลือกหนังสือด้วย ส่วนตัวผมเองมีธุระต้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ก่อนเดินทางอะบุ๊คได้ทวงงานชิ้นนี้กับผมอีกครั้ง โดยถามว่าการเจรจามันไปติดขัดส่วนไหนหรือ เพราะทางสำนักพิมพ์อยากตีพิมพ์ออกมาในต้นปีนี้เลย

ผมเริ่มเข้าบล้อกของเอินจั่วอีกครั้ง ทั้งส่งอีเมลและทิ้งข้อความ ขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อหวังจะได้พูดคุยถามไถ่ เผื่อว่าการติดต่อกับสำนักพิมพ์จะรวดเร็วขึ้น และเอินจั่วก็ตอบกลับพร้อมบอกเบอร์โทรศัพท์กับผมอย่างรวดเร็ว สัปดาห์แรกที่ไปถึงไทเป เราก็นัดพบกัน

บ่ายวันนั้นเราคุยกันในร้านกาแฟ ทำให้ผมรู้จักเอินจั่วมากขึ้น และนั่นยิ่งเติมเต็ม “เงื่อนไขการลุยงาน” ของผมอีกข้อ นั่นคือ “รู้จักนักเขียนเป็นการส่วนตัว” เขารับปากจะติดตามกับสำนักพิมพ์ให้อีกทาง ขณะเดียวกันก็ได้ทำนัดให้เขาได้พบกับคณะของอะบุ๊คด้วย ซึ่งเขาก็ยินดี

สองสามวันต่อมา หัวหน้าฝ่ายลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ไต้หวันติดต่อกลับมาพร้อมกับขอโทษขอโพย พลางอธิบายเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้น เขาไม่ทราบเรื่องนี้เลยจริงๆ จนกระทั่งนักเขียนติดต่อเข้าไป และรับปากจะเดินเรื่องให้ทันทีหลังเสร็จภารกิจเรื่องงานสัปดาห์หนังสือ เพื่อให้ผมสามารถนำซีดีภาพประกอบทั้งหมดกลับมาประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการผลิตให้ทันต่อเวลา

เอินจั่วกับอะบุ๊คได้พบกันก่อนที่พี่ๆ จากอะบุ๊คจะเดินทางกลับ ผมเชื่อว่าพวกเขามีบางอย่างที่สื่อสารกันได้ในฐานะของศิลปิน แบบที่ “ล่าม” อย่างผมไม่ต้องช่วย “ล่าม” แต่อย่างใด ดนตรีเป็นภาษาสากลฉันใด ภาพวาดก็เป็นภาษาสากลได้ฉันนั้น ผมว่าบ่ายวันนั้นพวกเขามีเวลาที่ประทับใจต่อกัน ประสาคนที่ขลุกอยู่ในแวดวงวรรณกรรม
ก่อนกลับมายังประเทศไทย ผมรื้อ “ป.หนึ่งห้องก.เลขที่ 34” ขึ้นมาปัดฝุ่น ปัดหยากไย่ ขัดเกลาภาษาสำนวนและความถูกต้องใหม่อีกครั้ง และก่อนส่งงาน ผมก็อ่านมันซ้ำอีกครั้ง สารภาพอีกครั้งว่า ผมไม่เคยอ่านทวนงานแปลตัวเองมากครั้งขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ

สำนักพิมพ์บอกผมและนักเขียนว่า “ทางเราจะดูแลให้หนังสือเล่มนี้ออกมาดีที่สุด สวยที่สุด เท่าที่ทางเทคนิคจะทำได้” แล้วผมจะมีหน้าปล่อยให้ส่วนความรับผิดชอบของผมในฐานะเป็นผู้ถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาษาไทย ชุ่ยๆ ได้หรือ

วันนี้ หนังสือก็คลอดออกมาแล้วโดยสมบูรณ์ ทุกครั้งที่เห็นหนังสือที่มีหยาดเหงื่อและความทุ่มเทของตนอยู่ในนั้น ความตื่นเต้น ตื้นตัน ปลาบปลื้ม ปีติ ยังคงเกิดขึ้นเสมอมิรู้เบื่อ

ผลงานเล่มนี้ ผู้เขียนบรรจงสร้างสรรค์มันออกมาจากใจ ผู้แปลปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนทุกอย่างเพื่อให้มันได้อวตารในฉบับพากย์ไทย สำนักพิมพ์แบกรับความเสี่ยง ลงทุนลงแรง อำนวยการสร้างอย่างเต็มความสามารถ บัดนี้ก็ได้ฤกษ์เข้าโรงฉายกันไปแล้ว มันจะเป็นอวตารที่ทุบสถิติไททานิก หรือจะเป็นหนังอาร์ตอีกเรื่องที่ทุกคนต้องกลับไปน้ำตาเช็ดหัวเข่า พระเจ้าผู้กำหนดชะตากรรมก็คือผู้อ่านนั่นเอง

คงโง่ไปหน่อยถ้าบอกว่าผมมันอาร์ตแบบไม่สนยอดขาย แต่นอกเหนือจากพระเจ้าอย่างยอดขายแล้ว สิ่งที่อยากรู้มากกว่าคือ ทุกสิ่งที่ทุ่มทำมาข้างต้นนี้ มันสร้างคุณค่าขึ้นมาจริงๆ ใช่ไหม

คุณผู้อ่านก็รักหนังสือเล่มนี้อย่างที่ผมรักเช่นกัน ...ใช่ไหม...

เพื่อเราจะได้เจอกันอีกในเล่มหน้า


ขอได้รับความขอบคุณจาก---ผู้แปล

 

หุหุ เขียนซะหล่อกันเลยทีเดียว ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ตราบใดที่ป๋าแชมป์ยังไม่ไล่ออกจาก exteen ผมก็ขอฮาร์ดเซลส์กันตรงๆ เลยว่า ถ้าคุณมีงบจะซื้อหนังสือ ไปพาเด็กชายเลขที่ 34 กลับบ้านพร้อมกับเพื่อนๆ อีก 6 เล่มเถอะครับ เพราะถ้าพลาดงานนี้ คุณต้องซื้อใหม่ในราคาเล่มละ 320 บาทเต็มๆ

แล้วจะเจ็บใจ

 

 

ปล.

อย่าลืม

ภรรยาที่รัก กับ หมอเล็กฯ

ด้วยนะคร้าบ (อ้อนซะ)

 

 

Comment

Comment:

Tweet

#30 By vorasak (103.7.57.18|113.53.232.53) on 2012-07-18 10:50

แวะมาเยี่ยมชมคับ
ไปยืนอ่านจนจบอยู่ที่ร้านหนังสือ แต่ว่ายังไม่ได้ซื้อ
แต่เดี๋ยวต้องกลับไปซื้อแน่นอนค่ะ เพราะประทับใจมากจนต้องกลับมาเขียนในบล็อกของตัวเองไว้เลย
ให้ไปเลยHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#28 By MeineWind on 2010-05-03 18:41

ขอบคุณที่นำหนังสือดีๆอย่างนี้มาแปลครับ
big smile

#27 By SHIN on 2010-04-28 12:56

ขอบคุณอย่างสูงครับ

^^

(พูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว)

#26 By Beermyself on 2010-04-11 13:13

บังเอิญเจอในร้านหนังสือ ดูราคาตอนแรกเกือบจะรอซื้อตอนลดแล้ว แต่พลิกอ่าน 2 รอบ ตัดสินใจซื้อทันที และอ่านจบเมื่อกี่นี้เอง ตัดสินใจเปิด com หาข้อมูลผู้แปล เพื่อจะมาบอกว่า ชอบมากค่ะ เก็บไว้เป็นอีก1เล่มโปรดเลย
หนังสือสวยทุกหน้า รู้สึกว่า 320 ถูกไปเลย เนื้อหาโดนมาก น้ำตาซึมตอนเปิดอ่านที่ร้าน ขอให้ขายดีๆ จะได้มีกำลังใจหาหนังสือดีๆมาให้พวกเราได้อ่านกัน และฝากบอก a book ด้วยว่า ใจถึงมาก..ได้ใจเด็กแนว(ไหน)จริงๆ

#25 By Life's beautiful (124.120.89.77) on 2010-04-11 03:22

พึ่งอ่านจบเมื่อกี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยครับ
ชอบมากครับสำหรับหนังสือเล่มนี้
จะเก็บไว้ให้ลูก ให้หลานได้อ่าน อิ อิ

ขอบคุณนะครับที่ช่วยพาเด็กชายเลขที่ 34 มาพบกับผม ~ big smile

#24 By Takdoll (58.64.105.61) on 2010-04-07 00:49

ซื้อมาอ่านแล้วนะ

ครูเบียร์

ไปงานหนังสือซื้อมาเพียบเลยนะครับ

#23 By กุ๋ง (124.120.40.56) on 2010-04-03 23:30

อ่านจบแล้วมาบอกเล่าเก้าสิบเก้าให้ฟังกันด้วยนะคร้าบ ^^

#22 By Beermyself on 2010-04-03 21:55

ซื้อแล้วค่ะ เห็นครั้งแรกก็ปิ๊งเลย ยิ่งเปิดอ่านดูคร่าวๆก็ยิ่งปรี๊ด ต้องซื้อค่ะ

#21 By LhinKo^_^ on 2010-04-03 21:36

^
^
^
^
ทำไงดี หุบยิ้มไม่ได้แล้ว :)
open-mounthed smile

#20 By Beermyself on 2010-04-03 18:03

จะบอกว่าเพิ่งซื้อมาอ่านเมื่อวาน ชอบมากๆ เลยค่ะ เลยเข้ามาชื่นชมและให้กำลังใจว่าสิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่ามากๆ เลยค่ะ ขอบคุณที่เลือกหนังสือเล่มนี้มาแปลให้ทุกคนได้อ่านกันนะคะ

#19 By Bua (58.9.227.85) on 2010-04-03 16:33

ตอนแรกที่สนใจเข้ามาดูรายละเอียดหนังสือเล่มนี้ก็เพราะภาษาจีนที่อยู่บนหน้าปก

พออ่านไปในบรรทัดแรกๆก็ไม่ได้เตะตาเตะใจอะไร

แต่เมื่ออ่านมาเรื่อยๆๆๆ....คงต้องเสียเงิน 320 บาท ให้กับอะบุ๊คซะแล้วหล่ะconfused smile

ชอบอะไรๆที่เกี่ยวกับภาษาจีนและไต้หวัน รวมทั้งจิมมี่เหลียว สงสัยต้องลองเปิดใจรับ "เอินจั่ว" เข้ามาอีกคนแล้วมั้งเนี่ย

ขอบคุณนะคะที่ทุ่มเทให้ได้หนังสือขนาดนี้

#18 By Pout on 2010-04-02 15:38

ไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือค่ะ

แต่คิดว่า ซื้อแน่นอนค่ะ

อ่านแล้วทำให้รู้ว่า มันยากๆจริงๆ
กว่าจะออกมาเป็นเล่มๆ นึง

Hot! Hot!

confused smile

#17 By inthebee on 2010-03-29 15:25

วันนี้ไปซื้อมาแล้วนะคะ ได้ลดราคาเหลือ 240 บาท big smile

#16 By Qingqing (124.121.84.51) on 2010-03-28 16:27

หนังสือสักเล่ม...กว่าจะมาเป็นเล่ม..confused smile Hot!

#15 By wesong on 2010-03-28 01:15

โอ๊ยๆ อยากได้หลายเล่มง่ะ

#14 By BoatmasterZZZ on 2010-03-28 00:44

555เบื้องหลัง
กว่าจะเป็นหนังสือที่ใช่ หินใช่เล่น
เพราะต้นทุนอย่างอื่นสูงกว่า
ต้นทุนผลิตหนังสือน่ะเอง
ลึกและมากกว่าที่เห็นด้วยตาซะอีก
Hot! Hot! Hot!

#13 By Zuni on 2010-03-27 20:19

สุดยอดเลยพี่

และแล้วหนังสือที่'ใช่' ก็ได้ออกกับสนพ.ที่ 'ใช่' big smile

#12 By หมอก้อย (Flowery) (125.24.50.95) on 2010-03-27 12:03

อ่านแล้วอยากได้หนังสือเล่มนี้จริง ๆ ค่ะsad smile

#11 By peewa 丕娃 on 2010-03-27 09:55

แยกขายก็ลดถึง 25% เลยละครับ

#10 By Beermyself on 2010-03-27 02:02

หากผมมีเงินอยู่ 500 แล้วต้องไปเดินที่งาน

หนังสือเล่มนี้คงเป็นเล่มแรกที่ผมซื้อ

ชอบชื่อเรื่อง เพราะตอนเด็กๆเลขที่ 34 ตลอด

big smile big smile

#9 By Clepsydra:: on 2010-03-27 01:10

อยากอ่านเด็กชาย34 มาก

#8 By taksthaitoon on 2010-03-26 22:38

โห 320 บาท

ดีใจค่ะที่เห็นหนังสือของคุณเบียร์จากค่ายนี้ แบบว่าชื่นชมเป็นพิเศษ อิอิ :D

#7 By Qingqing (124.121.81.242) on 2010-03-26 21:59

320 บาทเลยหรอ
ไม่ใช่ย่อยเลยนะเจ้าอวตารเนี่ย

ว่าแต่ เบื้องหลังของอวตาร
มันทุลักทุเลเกินกว่าที่คิดไว้ซะอีก
ครั้งแรกที่อ่านก็ชอบมากๆเหมือนกัน
นึกว่ามันจะได้เดินพรมแดงโรยกลีบกุหลาบเหมือนคนอื่นๆซะอีก

#6 By N@Ni (58.8.154.114) on 2010-03-26 21:47

อ่านที่มาแล้วรู้สึกทึ่งเลยค่ะ
ทั้งนักเขียน นักแปล แล้วก็ผู้เกี่ยวข้องทุกคนดูจะทุ่มเทกันจริงๆนะคะ
การจะออกหนังสือเล่มนึงไม่ใช่เรื่อง่ายเลย

พรุ่งนี้แพรอาจมีโอกาสได้ไปงานหนังสือค่ะ
สัญญาว่าจะไปตามเก็บหนังสือของพี่เบียร์ด้วย big smile big smile

#5 By Prae on 2010-03-26 21:09

โฮะๆๆ
จะเอาทั้งเซ็ทเลย
แม้ว่าอีกสองสามเล่มจะไม่ค่อยอยากอ่านเท่าไหร่
แต่ถุงผ้า... น่าได้มาไว้ในครอบรองมากอ่ะ !!
(จะว่าไป ปีนี้ไม่ค่อยมีหนังสือที่อยากได้เท่าปีอื่นๆ
แต่กลับจะเสียเงินมากกว่าปีอื่นนะ >.<)

ไปเสียทรัพย์กันเถอะ~

Hot! Hot! Hot! Hot!
เอาไปสี่ดาว เกทับเมนต์แรก 555big smile

#4 By lllmukoilll on 2010-03-26 18:27

อ่านจบนะ - -b
ไม่ค่อยได้มาอ่านซะนานเลย
ช่วงนี้ว่างและ...

ตอนแรกว่าจะไม่ไปและงานหนังสือ ไม่มีอะไรจะซื้อ
ตอนนี้เริ่มจะตังไม่พอซื้อแล้ว sad smile
จะไปอุดหนุนนะคร้า

ขอแอดเป็นเพื่อนด้วยคนนะคับ
ขอบคุณคับ

#2 By NIPITPON on 2010-03-26 17:39

ใครอ่านจบถือว่าเก่งปานกลางถึงเก่งมาก แสดงความนับถือด้วยกันให้สามดาว... Hot! Hot! Hot!

(ทำเนียนแจกดาวตัวเอง)question

#1 By Beermyself on 2010-03-26 17:32