ผมชอบวิ่ง
          มันเป็นกีฬาชนิดเดียวที่เล่นควรเดียวได้ และเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ผมเห็นคนอายุ 60-70 ก็ยังทำได้ดี เผลอๆ ทำได้ดีกว่าคนหนุ่มๆ
          การวิ่ง ทำให้ผมได้อยู่กับตัวเอง เวลาเหนื่อยจัดๆ แล้วหัวจะโล่ง ผมชอบความรู้สึกตอนนั้น
ดังนั้น ผมชอบวิ่ง

         แต่ก็เหมือนกับกีฬาทุกชนิด ผมไม่เหมาะกับการวิ่งเอาเสียเลย เพราะการวิ่งมักทำให้ผมบาดเจ็บ หัวเข่านี่แหละตัวดี ดังนั้นบ่อยครั้งที่จะฝืนตัวเองวิ่งให้ได้มากกว่าที่เคยวิ่ง จากนั้นก็พักยาวบางทีเป็นเดือน เพราะเพียงแค่ลงน้ำหนักเท้า หัวเข่าก็แทบทรุด จนกระทั่งภายหลังผมจะรู้ตัวว่า วิ่งเกินสี่สิบนาที 5-6 กิโลเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่อง
นั่นทำให้ผมอึดอัดมาก

         แน่นอน อุปสรรคอีกอย่างที่ต่อให้ร่างกายมันไหว แต่ก็วิ่งให้ไกลไปกว่านั้นไม่ได้ ก็คือความเหนื่อย

         ผมเพิ่งกลับจากไทเปเมื่อสัปดาห์ก่อน เหมือนกับทุกครั้ง ผมไปสวัสดีคุณหมอโหว นักเขียนที่ผมเคารพที่สุด หมอโหวทราบว่าผมวิ่งอยู่ และความที่คุณหมอโหวก็เป็นนักวิ่งเพื่อสุขภาพเช่นกัน จึงได้ให้คำแนะนำผมจากประสบการณ์ รวมทั้งให้หนังสือผมมาหนึ่งเล่ม

         เกี่ยวกับอุปสรรคสองประการในการวิ่ง การเหนื่อยนั้นต้องแก้ด้วยการฝึกหัวใจและปอด รูปแบบการฝึกต้องลงทุนซื้อเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจมาเช็ค และ "วิ่งสปีด" เป็นรอบๆ เพื่อให้หัวใจเต้นอยู่ในระดับ "พีค" ที่สุด สิบนาทีสปีดสัก 1-2 นาที อะไรทำนองนั้น นานเข้าก็หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ก็จะวิ่งได้เร็วขึ้นและไกลขึ้น โดยเหนื่อยน้อยลง

         สำหรับเรื่องการบาดเจ็บ คุณหมอบอกให้ผมไปหาคำตอบเอาจากหนังสือเล่มนี้
 

         หนังสือเล่มนี้มีชื่อเป็นภาษาจีนว่า 跑步,該怎麼跑?แปลตรงตัวคือว่า "การวิ่ง ควรวิ่งอย่างไร" เขียนโดย Nicholas Romanov Ph.D. และ John Robson ชื่อเดิมในภาษาอังกฤษคือ Pose Method of Running (ไม่ทราบว่ามีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วหรือยัง) หนังสือเล่มนี้เปิดโลกทัศน์การวิ่งให้ผมอย่างแทบจะเรียกว่าตาสว่างกันเลยทีเดียว

         ก่อนจะเขียนเอนทรี่นี้ ผมลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับการวิ่งแบบ Pose Mothod ดูคร่าวๆ ทำให้รู้ว่าในกลุ่มนักวิ่งนั้น จะมีหลักการวิ่งยึดอยู่ด้วยกันหลายแบบอาทิเช่น 1. Chi Running, 2. Evolution Running และ 3. Pose Method of Running ของดร.โรมานอฟ โดยอ้างอิงจากหนังสือเล่มนี้นั่นเอง

         ผมขอละเว้นเรื่องประวัติผู้เขียนว่าเป็นเซียนในวงการโค้ชแค่ไหน หรือมีประสบการณ์โชกโชนและน่าเชื่อถืออย่างไร เอาเป็นว่าจากที่อ่านๆ มา ผมเชื่อแล้วว่าสิ่งที่แกคิดค้นและนำมาสอนนั้นเชื่อได้ จึงขอตัดเข้าเนื้อเรื่องสำคัญเลย แนวคิดเบื้องต้นของหนังสือบอกว่า

         1. กีฬาทุกประเภทนั้น จะต้องมีการ "จัดท่า" ที่เหมาะสม โดยในหนังสือยกตัวอย่างกีฬาสามประเภทได้แก่ บัลเลต์, การเต้นรำ, และคาราเต้ มันมี "ท่าที่ถูก" และ "ท่าที่ผิด" แล้วไฉนเลยจึงคิดว่าการวิ่ง เพียงแค่หิ้วรองเท้าออกไปคู่หนึ่งแล้ววิ่งได้เลยเล่า? การวิ่งก็มี "การจัดท่า" ที่เหมาะสมเช่นกัน
 

         2. การวิ่งลงส้นเท้าเป็นเรื่องผิดสุดๆ! นั่นคือต้นตอของการบาดเจ็บทั้งหลายเลยทีเดียว!
ผมวิ่งลงส้นมาตลอด เพราะไม่รู้ไปเชื่อมาจากไหน ว่าการวิ่งจะต้องให้ส้นลงพื้น จากนั้นตามด้วยฝ่าเท้าไปจนถึงปลายเท้า ซ้ำยังบอกคนใกล้ตัวให้วิ่งอย่างนี้มาตลอด หารู้ไม่...
         ทฤษฎีที่ยืนยันหลักการนี้คือการสังเกตการณ์การวิ่งของสัตว์ เอาง่ายๆ เลย สัตว์นักวิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ม้า เสือ สิงโต ฯลฯ ไม่มีส้นเท้า! เออแฮะ

         3. การวิ่งที่ดี คือรักษาท่าวิ่ง "ขณะลงพื้น" ให้อยู่ในท่านี้เสมอ... ไหล่ตกเพื่อช่วยทรงตัว, ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเพื่อเตรียมย่างก้าวต่อไป, ไหล่-สะโพก-ข้อเท้า อยู่ในแนวเดียวกัน, เท้าข้างที่ยืนอยู่นั้น เข่าย่ออยู่เสมอ ฝ่าเท้ายืนด้วย BOF (Ball of Foot) คืออุ้งเท้าด้านหน้า (ไม่ใช่นิ้วเท้า) ยกส้นขึ้นเล็กน้อย ขาอีกข้างหนึ่งยกตรงๆ ขึ้นหาก้น ไม่ใช่ลากไปด้านหลัง (เหมือนกับแทงเข่าไปข้างหน้า) เพื่อปล่อยลงในก้าวถัดไปตามธรรมชาติ
 
 
         ลักษณะของต้นขา หัวเข่า ข้อเท้า จะอยู่ในรูปตัว S เหมือนกับธรรมชาติของสัตว์นักวิ่ง เรียกว่า S-like stance
 


         4. ใช้ "แรงโน้มถ่วง" เป็นตัวช่วยดึงขาเราลงข้างล่าง ดึงตัวเราไปข้างหน้า ไม่ต้องใช้แรงเราเองในการ "กด" เท้าลงไป "เหยียด" เท้าออกไป แต่ให้ออมแรงไว้ใช้ในการ "ดึง" เท้าขึ้นมาเท่านั้น แค่นี้เราก็ประหยัดแรงไปแล้วครึ่งหนึ่ง
 
 
         5. ไม่ต้องเหยียดเท้าให้กว้าง ลากเท้า (ข้างหลัง) ให้ไกล เพราะจะยิ่งเปลืองแรงในการดึงมันกลับมา แต่ให้ซอยเท้าให้ถี่แทน ยกขึ้นยกลง เปลี่ยนเท้าซ้าย-ขวาตามท่าในข้อ 3 นักวิ่งที่ดีสามารถซอยเท้าได้มากกว่า 180 ก้าว ต่อนาที (3 ก้าว/วิ) ดีดเท้าขึ้นให้ว่อง เหมือนกับเหยียบเท้าเปล่าลงบนแผ่นเหล็กร้อน โดยการดีดตัวนี้ จะใช้กำลังหดตัวของกล้ามเนื้อเป็นตัวช่วย
 
 
         6. แนวคิดและกระบวนท่าทั้งหมด มีขั้นตอนการฝึกที่มีระบบ มีการใช้งานกล้ามเนื้อที่ต่างจากที่เราเคยชิน ต้องการความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่สูง ในหนังสือและดีวีดี (มีดีวีดีแยกขาย ผมหาซื้อกลับมาด้วยเหมือนกัน) มีแบบฝึกหัดที่ละเอียดมาก

         7. ที่แน่ๆ คือ ห้ามลงส้นเท้าเด็ดขาด = ='

         ความจริงหนังสือแนะนำให้ทำแบบฝึกหัดฝึกกล้ามเนื้อทั้งหมดจนพร้อมจึงเริ่มวิ่ง แต่ด้วยความใจร้อน เมื่อวานผมก็เริ่มทำแบบฝึกหัดบ้าง และสตาร์ทวิ่งไปแล้วสองครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง ผลที่เห็นได้คือเหนื่อยน้อยลง แต่ตอนนี้ก็เมื่อยๆ เอ็นร้อยหวายพอสมควร คาดว่าจะเริ่มวันเว้นวัน ทำแบบฝึกหัดอย่างเคร่งครัดสลับกับการวิ่ง เมื่อวิ่งด้วย Pose Method อย่างเป็นธรรมชาติ บวกกับกล้ามเนื้อในการวิ่งแข็งแรงดีแล้ว จะหันมาจริงจังกับการฝึกหัวใจและปอดอีกที

         โดยจะคอยเขียนบันทึกไปเรื่อยๆ ตามอัตภาพ

         อื่นใดไม่รู้ ผมอยากจะบอกทุกคนที่เริ่มวิ่งว่า ไอ้ "หิ้วรองเท้าแล้วออกไปเริ่มวิ่งสิมึง" เป็นคำพูดปลุกใจที่หมาไม่แดกมากครับ ควรหาความรู้ หาข้อมูล หาคนแนะนำไปด้วย ประกอบกับหิ้วรองเท้าแล้วออกไปวิ่ง ถึงจะวิ่งแล้วได้ประโยชน์ ไม่ใช่ยิ่งวิ่งยิ่งเจ็บตัว

         และขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าวิ่งตอกส้น

กูเกิลด้วยคำว่า "การวิ่งแบบ pose"
ลิงค์เพิ่มเติม
ลักษณะการวิ่งแบบโพส ท่าวิ่งแบบใหม่
http://www.bangkhunthianjoggingclub.com/webboard_ans.php?id=034539

สิบข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวิ่งแบบโพส ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
http://www.bangkhunthianjoggingclub.com/webboard_ans.php?id=025198

Comment

Comment:

Tweet

กำลังจะเริ่มวิ่งเพราะอยากลงมินิมาราธอน เลยมาขอความรู้ก่อนลุยคะ

#4 By 林 (103.7.57.18|101.109.156.194) on 2012-12-14 01:35

Hot! Hot! ดีค่ะ 
มะก่อนก็วิ่งลงส้น นอกจากเจ็บแล้วยังเหนื่อยมากด้วย 
น้องมาสอนเลยเปลี่ยนเป้นวิ่งลงที่ปลายเท้าอย่างที่ว่า ดีกว่ากันเยอะเลย เหนื่อยน้อยกว่ามาก ><

#3 By myjevil on 2012-07-29 12:18

Hot! Hot! big smile

#2 By dp on 2012-07-25 15:57

Hot! Hot!
ชอบครับ